|
หลวงพ่อกึ๋น วัดดอน กรุงเทพฯ

วัดดอน
วัดดอนหรือวัดบรมสถล
เป็นวัดโบราณสร้างมานาน
ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่หนึ่งกรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดินพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ปรากฏความตามหลักฐานดั้งเดิมว่า มังจันจ่าพระยาทวาย
เป็นผู้มีศรัทธาสร้างขึ้น
ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวทวายในสมัยนั้น
มังจันจ่าผู้เป็นหัวหน้าสร้างวัดนี้
เดิมทีเป็นขุนนางแห่งพุกามประเทศ มีราชทินนามตามตำแหน่งที่เนมะโยกะยอดินกินเมืองทวาย
ภายหลังต่อมาได้เกิดขัดใจกันขึ้นกับสมเด็จพระเจ้าปดุงกรุงอังวะผู้ดุร้าย
ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจพม่าอีกต่อไป
จึงแต่งทูตให้ถือท้องตรามาขอสวามิภักดิ์ขึ้นกับไทย
พร้อมกันนั้นได้ชักชวนเกลี้ยกล่อมพระยามะริด
และพระยาตะนาวศรีซึ่งว่าราชการเมืองมะริดเมืองตะนาวศรีให้มาร่วมสวามิภักดิ์กับไทย
เจ้าเมืองทั้งสองก็เห็นดีเห็นงาม
ร่วมกันมีท้องตราทูลความมาขอเป็นข้าขอบขันฑสีมาของไทยสยามประเทศ
พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
รัชกาลที่หนึ่ง ทรงอนุสรณ์ถึงความดีความชอบของมังจันจ่าพระยาทวาย
ในกรณีที่ยกเมืองทวายและชักชวนเจ้าเมืองมะริด
เมืองตะนาวศรีซึ่งเป็นฝ่ายพม่าข้าศึก
ให้มาสวามิภักดิ์เป็นข้าขอบขัณฑสีมาของไทยนั้นประการหนึ่งกับอีกประการหนึ่งมังจันจ่าพระยาทวายผู้นี้มีความดีความชอบเป็นพิเศษ
โดยได้พาเอาสมเด็จพระราชภาคิไนยที่จากไปนานให้มาเฝ้าได้พบกัน ครั้งหลานพระหลานเธอสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนรามินทรสุดาราชภาคิไนย
ซึ่งเป็นธิดาของเจ้ารามณรงค์พระเชษฐาธิบดี
ผู้ถึงแก่ชีพิตักษัยไปนานแล้ว ณ กรุงเก่าคราวศึกพม่า
เมื่อได้มาเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมกับสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวร
ซึ่งทรงเป็นพระเจ้าอาทั้งสองก็นองน้ำตาเล่าถวายถึงความทุกข์ยากลำบาก
ตั้งแต่บ้านแตกสาแหรกขาดคราวศรีอยุธยาพ่าย
พลัดพรากตกไปอยู่เมืองพม่าแล้วหลบหนีมาบวชเป็นรูปชีอยู่ที่เมืองทวาย
ได้มังจันจ่าพระยาทวายให้ความอุปถัมภ์บำรุงคราวตกยากและพรรณนาถึงคุณความดีของมังจันจ่าที่อุตส่าห์ซ่อนเร้นคอยบำรุงรักษาอย่างเข้มงวดกวดขัน
ปิดบังความมิให้พม่ารู้ด้วยเกรงจะเกิดอันตราย
พระหลานเธอรำพันไปถึงความทุกข์ยากต่างๆ นานาแล้วก็ทรงพระกรรแสง
สมเด็จพระบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัวและพระอนุชาธิราช
ทั้งสองพระองค์ทรงสดับความแล้วก็กลั้นน้ำพระเนตรไว้มิได้
ด้วยความสงสารในพระภาคิไนย ซึ่งเป็นธิดาองค์เดียวของพระเจ้ารามณรงค์พระเชษฐา
เมื่อทรงพิจารณาไปความดีของมังจันจ่าพระยาทวาย
ก็ปรากฏประจักษ์ชัดขึ้น
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้มังจันจ่าพระยาทวายผู้มีความชอบ
พาครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหาย
ข้าไทบริวารอพยพมารับราชการที่กรุงเทพพระมหานคร
โปรดพระราชทานที่หลวงซึ่งมีอยู่ ณ ตำบลคอกกระบือ
ให้เป็นที่อยู่ของเหล่าชาวทวายที่อพยพมา เมื่อปีชวด พระพุทธศักราช
2335 แล้วทรงพระกรุณาแต่งตั้งให้เนมะโยกะยอดินหรือมังจันจ่าพระยาทวาย
เป็นหัวหน้าปกครองดูแลบรรดาชาวทวายเหล่านั้น
เมื่อได้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักฐานแล้ว มังจันจ่าพระยาทวายผู้เป็นหัวหน้าจึงชักชวนผู้มีจิตศรัทธาชาวทวาย
ให้ช่วยกันขวนขวายสร้างวัดขึ้นในราวปีพุทธศักราช 2340
วัดที่มังจันจ่าพระยาทวายสร้างขึ้นนี้
โดยเหตุที่เป็นวัดสร้างขึ้นบนภูมิภาคอันเป็นที่ดอน
รอบบริเวณเป็นที่ลุ่มราบ ดังนั้นจึงปรากฏนามว่า "วัดดอน"
และโดยที่วัดนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยศรัทธาของ พระยาทวาย
พร้อมกับญาติมิตรสหายชาวทวายทั้งปวง ณ
สถานที่หลวงพระราชทานหลังบ้านทวาย
ดังนั้นผู้คนทั้งหลายจึงนิยมเรียกกันง่ายๆว่า วัดดอนทวาย
จะอย่างไรก็ดีพอตกมาถึงปีพุทธศักราช ๒๔๐๐ ครั้งรัชกาลที่ ๔
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ผู้ทรงเป็นมหาปราชญ์ในเชิงอักษรศาสตรภาษา
ได้ทรงพระกรุณาเปลี่ยนนามวัดที่พระยาทวายสร้างขึ้นนี้ว่า
วัดบรมสถล แต่มหาชนก็ยังนิยมเรียกว่า วัดดอนทวาย
อยู่อีกตามเดิมด้วยความเคยชิน
วัดดอนหรือวัดที่ทรงพระกรุณาเปลี่ยนนามให้ใหม่ว่าวัดบรมสถลนี้
มีบริเวณแผ่ตลอดไปตามภูมิภาคที่ดอน มีจำนวนเนื้อที่ 17 ไร่ 2 งาน
28 วา โดยมีคูเป็นเขตวัดล้อมรอบทุกด้าน กล่าวคือ
คูด้านเหนือและด้านตะวันออกเป็นเครื่องปันเขตวัดดอนกับป่าช้าจีน
ส่วนคูด้านใต้และด้านตะวันตกเป็นเครื่องปันเขตวัดดอนกับชาวบ้าน
วัดดอนนี้ เดิมทีมีแต่พระสงฆ์ชาวทวายจำพรรษาอยู่เป็นส่วนมาก
โดยมีพระสงฆ์อาวุโสทำหน้าปกครองดูแลสืบต่อกันมา
จนถึงสมัยพระอุปัชฌาย์จั่น รูปนี้ก็เป็นชาวทวายอีกเหมือนกัน
ทำหน้าที่ปกครองวัดเป็นสมภารมานานช้า
บรรดาศิษย์และชาวบ้านเรียกท่านว่าท่านใหญ่
เป็นพระอุปัชฌาย์ให้การอุปสมบทกุลบุตรทั้งชาวทวายและชาวไทย
มีผู้เคารพเลื่อมใสมาก ถึงมรณภาพเมื่อปีพุทธศักราช 2462
ครั้นพระอุปัชฌาย์จั่นหรือท่านใหญ่ถึงมรณภาพล่วงลับไป พระครูกัลยาณวิสุทธิ์
ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมภารเจ้าวัดสืบมา พระครูกัลยาณวิสุทธิ์หรือหลวงพ่อกึ๋นนี้
ก็มีชาติกำเนิดสืบเชื้อสายมาแต่ชาวทวาย เกิดที่บ้านทวาย เขตยานนาวา
กรุงเทพมหานคร เป็นสมภารเจ้าวัดดอนมาหลายสิบปี
มีเกียรติคุณในทางสมาธิ ภาวนาและขลังในคาถาอาคม
โดยได้เล่าเรียนสืบต่อมาจากพระอุปัชฌาย์
โดยได้เล่าเรียนสืบต่อมาจากพระอุปัชฌาย์จั่นท่านใหญ่
และอาจารย์เปี่ยมซึ่งเป็นอาจารย์วิชาอาคมขลังเรืองนาม
เป็นที่เคารพนับถือของคนในสมัยนั้น
จึงทำให้ท่านฝักใฝ่อยู่แต่ในทางนี้
จนมีชื่อว่าเป็นเกจิอาจารย์รูปหนึ่งในบรรดาเกจิอาจารย์ผู้มีวิชาอาคมขลังทั้งหลาย
อนุสรณ์ยิ่งใหญ่ที่ท่านพระครูกัลยาณวิสุทธิ์สร้างไว้
ในฐานะที่เป็นเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยามนต์อันสูงยิ่ง
ก็คือพระกริ่งฟ้าผ่า สาเหตุที่พระกริ่งของท่านจะได้ชื่อว่า
พระกริ่งฟ้าผ่านั้น เล่ากันว่าเมื่อปีพุทธศักราช 2480
สมัยที่ยังเป็นพระครูกึ๋น ผู้มีวัยสี่สิบเศษ
ปรารภเหตุไทยจะเข้าทำสงครามอินโดจีน ในฐานะทีท่านเคยเป็นทหารมาก่อน
จึงมีความปรารถนาอย่างแรงร้อนที่จะช่วยประเทศชาติตามวิสัยสมณะจะพึงกระทำได้
จึงคิดสร้างพระกริ่งนิรันตราย
เพื่อแจกจ่ายแก่บรรดาศิษย์ลูกบ้านทวายที่ลาไปทัพกับทหารไทยทั่วไป
ในการสร้างพระกริ่งครั้งนี้ได้จัดเป็นพิธีใหญ่
โดยตัวท่านเองไปทูลอาราธนาสมเด็จพระสังฆราช(แพ ติสสเทวมหาเถร)
วัดสุทัศนเทพวราราม
ซึ่งเป็นที่เคารพอย่างสูงสุดให้มาทรงเป็นองค์ประธานจุดเทียนชัย
และกำกับการบวงสรวงอันเชิญปวงเทพเจ้ามาเข้าร่วมพิธีศักดิ์ศิษย์นั้น
พลันอสุนีบาตจากฟากฟ้าก็ฟาดตกลงมาในท่ามกลางพิธี
ให้เป็นที่อัศจรรย์หวั่นไหวโกลาหล
ผู้คนทั้งหลายต่างตื่นตะลึงวุ่นวายประหลาดใจเป็นหนักหนา
จึงพากันเรียกชื่อพระกริ่งที่สร้างครั้งนี้ว่า พระกริ่งฟ้าผ่า
พระครูกัลยาณวิสุทธิ์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์และเกจิอาจารย์ชื่อก้อง
ครองวัดดอนมาจนถึงอายุขัยมรณภาพล่วงลับไป เมื่อปีพุทธศักราช 2507
ครั้นการพระราชทานเพลิงศพ พระครูกัลยาณวิสุทธิ์เสร็จสิ้นแล้ว
ทางการคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งให้ พระมหาวิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9
เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนสืบแทนต่อมา พระมหาวิลาศ ญาณวโร นี้
ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่
พระศรีวิสุทธิโสภณ แล้วรับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่
พระราชวิสุทธิโสภณ ตามลำดับ
สมัยที่พระราชวิสุทธิโสภณได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสนี้
วัดดอนเริ่มมีการพัฒนาปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่
เพราะกุฏิและเสนาสนะสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายไม่ว่าจะมองไปทางไหนล้วนแต่เซทรุดคร่ำคร่าทำท่าว่าจะหักพังไปทั้งวัด
มีลักษณาการเหมือนคนแก่แลเป็นไข้หนัก
ใกล้จะตายด้วยถึงอายุขัยเหตุว่าเสนาสนะสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายมีอายุมาแต่สมัยพระอุปัชฌาย์จั่นหรือนานกว่านั้นโดยมาก
เมื่อตกมาถึงสมัยนี้จึงมีสภาพชำรุดร่อแร่เต็มทีเป็นที่สังเวชใจแก่ผู้พบเห็นแทนที่จะเกิดศรัทธา
ทางวัดจึงวางโครงการพัฒนาใหม่หมดทั้งเขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส
และเขตวัดประโยชน์แล้วดำเนินการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ตามโครงการที่วางไว้
โดยเริ่มสร้างกำแพงวัด กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ
และเสนาสนะที่จำเป็นอื่นๆ ยกเว้นอุโบสถวิหาร ตั้งแต่ปีพุทธศักราช
2510 เป็นต้นมาจนถึง วันที่ 1 ธันวาคม 2522 สิ้นเงินไปแล้วจำนวน
6,050,022.- บาท (หกล้านห้าหมื่นยี่สิบสองบาท)
เมื่อได้จัดสร้างสิ่งที่จำเป็นในเขตสังฆาวาสเสร็จสิ้นไปพอสมควรแล้ว
จึงได้เริ่มงานก่อสร้างอุโบสถวิหารอันเป็นเขคพุทธาวาสต่อไป
โดยทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2518 เวลา 16.55 น.
แล้วการก่อสร้างก็ดำเนินเรื่อยมา จนถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2522
สิ้นค่าใช้จ่าย 5,638,210.- บาท
(ห้าล้านหกแสนสามหมื่นแปดพันสองร้อยสิบบาท)
และประกอบพิธีฝังลูกนิมิต 20 มีนาคม 2523
โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีตัดลูกนิมิต
นับเป็นพิธีมหามงคลและเป็นเกียรติประวัติสูงส่งสืบไปชั่วกาลนาน

สถานที่ตั้ง
วัดบรมสถล(วัดดอน) 115 เจริญกรุง 63 ยานนาวา
สาธร กรุงเทพ 10120
โทรศัพท์
081-555-4009
,
02-211-4565
,
02-211-5149
Fax หมายเลข 02-211-4228
อีเมลล์
watdon_net@hotmail.com
เว็บไซต์
www.watdon.net

ข้อมูลประวัติหลวงพ่อกึ๋น
เกิด
ประมาณปี 2423
อุปสมบท อายุ
21
ปี พ.ศ.2443
มรณภาพ ปี
2504
สิริอายุ
82
ปี 61
พรรษา
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
พระกริ่ง
ปี 2480
เช่น พระกริ่งฟ้าผ่า, พระกริ่งประภามณฑล (พระกริ่งนิรันตราย) มี
2
พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็ก
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
เด่นทางเมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง
|