|
สมเด็จพระสังฆราชเจา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์
วัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ

วัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ
ศิลปกรรมที่สำคัญในวัดได้แก่ บานประตู
และหน้าต่างของพระอุโบสถที่มีลายไทยลงรักประดับมุก เป็นรูปดวงตราครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่าง
ๆ สวยงามมาก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม คำว่าสถิตมหาสีมาราม
หมายถึงการมีเขตเสมาใหญ่มากล้อมรอบทั้งวัด แทนที่จะมีแค่ เสมารอบ ๆ
พระอุโบสถเท่านั้น และที่น่าสนใจอีกอย่างคือกระเบื้องเบ็ญจรงค์
ทั้งพระอุโบสถ วิหารและเจดีย์ ระเบียงแก้ว ล้วนตกแต่งด้วย
ลายกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ทั้งสิ้น และทุกแผ่นเขียนด้วยมือ
และออกแบบรูปทรงกระเบื้องขนาดต่างๆ ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์
ไม่ว่าเจดีย์ ระเบียง พระอุโบสถ ซึ่งมีรูปทรงอ่อนช้อย
แต่ทุกอย่างลงตัว
ประวัติ
บริเวณวัดนี้เดิมเป็นวังของพระบรมวงศ์เธอกรมหลวง บดินทร ไพศาลโสภณ
วัดราชบพิธฯ เริ่มก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2412 (สมัยรัชกาลที่ 5)
เสร็จในปี พ.ศ. 2413
แล้วนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสวรวิหารมาจำพรรษาอยู่
พร้อมกับอัญเชิญพระพุทธนิรันตรายมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร
ร.๕ โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์
โดยสร้างเลียนแบบ ๒ วัดคือ
วัดพระปฐมเจดีย์กับวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่
๔ โดยภายในวัดแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส
และเขตสุสานหลวง
ตัวพระอุโบสถภายนอกสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้
ประกอบด้วยลวดลายกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์รูปเทพประนม(มือ)
ภายในเป็นสถาปัตยกรรมโกธิค พระประธานคือ พระพุทธอังคีรส
ภายใต้พระประธานมิได้เพียงบรรจุพระสรีรังคารของ ร.๕
เพียงเท่านั้นยังบรรจุพระสรีรังคารของพระมหากษัตริย์พระองค์อื่น ๆ
ด้วย
การวางตัวของพระอุโบสถกับพระวิหารเป็นแบบวัดพระปฐมเจดีย์
คือวางแนวทิศตรงกันข้าม โดยด้านข้างจะมีทางเข้าไปในรอบ ๆพระเจดีย์
ข้างในพระเจดีย์มีพระพุทธรูปปางนาคปรกอยู่ด้วย
ซึ่งเล่ากันมาว่าขุดพบใต้ต้นตะเคียนริมคลองหลอด
ซึ่งเชื่อกันว่าคนที่อยากมีลูกมาขอพรก็จะมีลูกสมใจ
ภายในพระเจดีย์ยังมีทางขึ้นไปบนฐานเจดีย์ด้วย
ในอดีตสามารถมองเห็นภูเขาทองได้ด้วย
นามวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีความหมายเป็นสองนัย คำว่า " ราชบพิธ
" หมายความถึง วัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง " สถิตมหาสีมาราม "
คือวัดที่มีมหาสีมา หรือสีมาใหญ่ตั้งอยู่
จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าแม้ความหมายของนามว่าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
ก็พ้องกับนามวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ดังนั้น
คติการสร้างถาวรวัตถุต่างๆในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
จึงเลียนแบบวัดราชประดิษฐ์ฯเป็นส่วนใหญ่ จะแตกต่างกันที่
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามมีศิลปกรรมกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ที่งามวิจิตร
เป็นเอกลักษณ์พิเศษแห่งเดียวในประเทศไทย

สถานที่ที่น่าสนใจภายในวัด
พระอุโบสถ
พระอุโบสถภายนอกเป็นศิลปะไทยแต่ภายในเป็นแบบฝรั่งลวดลายจำลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประดับมุกที่บาน
ประตูยกย่องกันว่าเป็นศิลปะชิ้นสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์"
พระพุทธอังคีรส
ประดิษฐานภายในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปหล่อปางสมาธิผิวเป็นทองคำทั้งองค์
ภายใต้ฐานชุกชีเป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารรัชกาลที่ 7
พระเจดีย์
ทรงไทยย่อเหลี่ยมฐาน
คูหาประดับกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์
ยอดพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซุ้มพระเจดีย์ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ
พระวิหาร
สร้างเหมือนพระอุโบสถทั้งภายในและภายนอก
บานหน้าต่างเป็นลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ลงรักปิดทองสุสานหลวง
มีอนุสาวรีย์ที่บรรจุพระสรีรางคารของพระบรมราชเทวี
พระราชเทวีเจ้าจอมมารดา พระราชโอรส พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5
และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยสร้างเป็นรูปปรางค์ วิหารแบบขอม เจดีย์
ฯลฯวัดราชบพิธฯ
มีความโดดเด่นในศิลปะการก่อสร้างและการวางผังที่เหมาะสมลงตัว
สิ่งที่พิมพ์พิเศษอีกอย่างคือ ไม่มีเสมาที่พระอุโบสถ
แต่มีมหาเสนาซึ่งทำเป็นรูปเสมาธรรมจักรจำหลักติดเสาศิลาซึ่งอยู่บนกำแพงทั้ง
8 ทิศแทน
เบอร์โทรติดต่อ
โทรศัพท์: (662)
222-3930221-0904แฟกซ์: (662) 222-3922 221-3995
การเดินทาง
รถประจำทาง: 2 2 (ทางด่วน) 60 60 (ทางด่วน)
รถปรับอากาศ:1 2 512
สถานที่ตั้ง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
ราชวรวิหาร ถนนเฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ใกล้กระทรวงมหาดไทย ด้านตะวันออก จดถนนเฟื่องนคร ด้านตะวันตก จดถนนอัษฎางค์
และคลองคูเมืองเดิม (คลองหลอด) ด้านเหนือและด้านใต้
จดถนนและคลองวัดราชบพิธ
เวลาทำการ:
บริเวณวัด: ทุกวัน 5.00-20.00 น.
โบสถ์ : ทุกวัน 9-9:30 น.
17.30-18.00 น.
วันพระ: 8.00-13.30 น.
ค่าธรรมเนียม-ค่าเข้าชม:
ไม่เสียค่าธรรมเนียม
สถานที่ใกล้เคียง:พระบรมมหาราชวัง พิพิธภัณฑ์ปืนใหญ่โบราณ วัดพระแก้ว วัดพระเชตุพนฯ
วัดราชประดิษฐฯ ศาลหลักเมือง
สวนสราญรมย์ หอกลอง หอนาฬิกา

ข้อมูลประวัติ
ประสูติ สมัยรัชกาลที่
4
วันศุกร์ที่ 16
ธันวาคม 2402
ตรงกับแรม 7
ค่ำ เดือนอ้าย เป็นพระโอรสของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์
กับ หม่อมปุ่น ชมพูนุช
บรรพชา ปี พ.ศ.2416
ผนวชเป็นสามเรณ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
อุปสมบท ปี พ.ศ.2422
ณ วัดพระศรีรตนศาสดาราม
สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่
25
สิงหาคม พ.ศ.2480
สิริพระชนมายุ ได้
29
พรรษา 59
(เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า องค์ที่
11
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
ประวัติเบื้องต้น
สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ มีพระนามเดิมว่า
หม่อมเจ้าภุชงค์ เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้นหนึ่ง
กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ กับ หม่อมปุ่น ชุมพูนุท ประสูติ
เมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย แรม ๗ ค่ำ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๑๖ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๔๐๒ เมื่อพระชนมายุ ๑๒ พรรษา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดให้ตามเสด็จคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศอินเดีย
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ จนถึงเมืองสิงคโปร์
แล้วโปรดให้อยู่เล่าเรียนในโรงเรียนแรฟฟัล ณ เมืองสิงคโปร์นั้น
พร้อมกับหม่อมเจ้าอื่นๆ อีกราว ๒๐ องค์
ทรงเล่าเรียนอยู่ที่เมืองสิงคโปร์เป็นเวลา ๙ เดือน
เมื่อทางกรุงเทพฯ ได้มีการเปิดโรงเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเจ้านายขึ้น
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕ จึงโปรดให้กลับมาเล่าเรียนต่อที่กรุงเทพฯ
ประสูติกาล
พระองค์มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าภุชงค์
เป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลพูลสวัสดิ์
กับหม่อมปุ่น ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2402 แรม 7
ค่ำ เดือนอ้าย ที่วังหน้าวัดราชบพิธฯ มุมถนนราชบพิธกับถนนเฟื่องนคร
ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
การศึกษาขณะเป็นฆราวาส
เมื่อยังทรงพระเยาว์ได้ทรงศึกษาอักขรสมัยไทย
ในสำนักเจ้าจอมมารดาสัมฤทธิ์ผู้เป็นย่า
เมื่อเข้าพิธีเกสากันต์แล้วพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ไปศึกษาที่โรงเรียนRaffles เมืองสิงคโปร์
เมื่อปี พ.ศ. 2414 เป็นเวลา 9 เดือน แล้วจึงเสด็จกลับพระนคร
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดให้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษสำหรับเจ้านายขึ้นแล้ว
ก็ทรงเข้าศึกษาต่อที่นี่โดยไม่กลับไปสิงคโปร์อีก
นอกจากนี้ยังทรงศึกษาอักษรขอมจากพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)จนผนวชในปี
พ.ศ. 2416
ทรงผนวช
เมื่อพระชนมายุได้ 14 พรรษา ทรงผนวชเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
มีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ขณะดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์เป็นพระอุปัชฌาย์
พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากรขณะดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้าเป็นพระอาจารย์
ผนวชแล้วประทับ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่ออายุครบอุปสมบท
ได้โปรดให้อุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมเด็จพระวันรัตน์
(ทับ พุทฺธสิริ)เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)
วัดราชประดิษฐ์ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณที่พระธรรมวโรดมเป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณกร ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่หม่อมเจ้าพระราชาคณะเป็นพระบรรพชาจารย์
ได้รับพระนามฉายาว่า "สิริวฑฺฒโน"
ผนวชแล้วกลับมาประทับที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามตามเดิม
การศึกษาขณะเป็นบรรพชิต
ขณะเป็นสามเณรได้ศึกษาภาษาบาลีกับพระครูบัณฑรธรรมสโมทาน (สด)
ภาษาไทยกับพระยาโอวาทวรกิจ (แก่น) และภาษาสันสกฤตกับพราหมณ์
เมื่อผนวชเป็นพระภิกษุแล้วได้ศึกษาพระปริยัติธรรมกับสมเด็จพระสังฆราช
(สา ปุสฺสเทโว)ขณะทรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดม ทรงเข้าสอบเปรียญ 2
ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2425 ได้เป็นเปรียญธรรม 4 ประโยค 4
ปีต่อมาทรงเข้าสอบอีกได้เป็นเปรียญธรรม 5 ประโยค
การสิ้นพระชนม์
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
ประชวรด้วยพระโรคเส้นพระโลหิตในกระเพาะพระบังคลเบาพิการ
ทำให้บังคลเบาเป็นโลหิต สิ้นพระชนม์เมื่อวันพุธที่ 25 สิงหาคม
พ.ศ.2480 แรม 3 ค่ำ เดือน 9 สิริรวมพระชนมายุได้ 79 พรรษา ดำรงสมณเพศได้
59 พรรษา
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
ปี พ.ศ.2466
เนื่องในพระชนมายุครบ 65
พรรษา วัตถุมงคลท่านได้จัดสร้างไว้
3
อย่าง คือ 1.พระชัยวัฒน์สามเหลี่ยม
เนื้อสัมฤทธิ์ ทั้งหน้าเดียวและสองหน้า
บางองค์เจาะรูที่ก้นบรรจุเส้นเกศา จำนวนสร้างรวมกันทั้งหมดประมาณ 1,000
องค์
2.
เหรียญอาร์มพระนามย่อ ช.ส. เนื้อทองแดง และทองแดงกะไหล่ทอง
3.
รูปถ่ายกรอบกระจก
ปี พ.ศ.2474
เนื่องในพระชนมายุครบ 72
พรรษา สร้างเหรียญใบสาเก มีเนื้อเงิน และทองแดง ปี พ.ศ.2481
เป็นวัตถุมงคลที่จัดสร้างภายหลังพระองค์ท่านทรงสิ้นพระชนม์แล้ว
แต่เนื่องจากเป็นพิธีพุทธาภิเษกครั้งใหญ่
มีพระคณาจารย์ชื่อดังในยุคนั้นมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก
จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในวัตถุมงคลของท่านเด่นทาง
เมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำใน
กรุงเทพฯ
|