|
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวร กรุงเทพฯ
ประวัติและที่ตั้ง ของวัดบวรนิเวศวิหาร
วัดบวรนิเวศวิหาร
เป็นวัดชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร
ตั้งอยู่ต้นถนนตะนาวและถนนเฟื่องนคร บางลำภู กรุงเทพฯ
แต่เดิมวัดนี้เป็นวัดใหม่อยุ่ใกล้กับวัดรังษีสุทธาวาส
ต่อมาได้รวมเข้าเป็น วัดเดียวกัน
โดยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ในรัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างขั้นใหม่
วัดนี้ ได้รับการทะนุบำรุง
และสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆขึ้นจนเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง
โดยเฉพาะในสมัย ปลายรัชกาลที่ ๓
เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอาราธนา สมเด็จพระ
อนุชาธิราชเจ้าฟ้ามงกุฏ ซึ่งผนวชเป็นพระภิกษุ อยู่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส)
เสด็จมาครอง เมื่อ พ.ศ.๒๓๗๕ ทำให้วัดนี้ได้รับการบูรณะ ปฏิสังขรณ์
และเสริมสร้างสิ่งต่างๆขึ้น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นพระราชาคณะเสด็จประทับที่วัดนี้แล้วทรง บูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างถาวรวัตถุต่างๆเพิ่มเติมขึ้นหลายอย่าง
พร้อมทั้งได้รับพระราชทาน ตำหนักจากรัชกาลที่ ๓ ด้วย
ในสมัยต่อมาวัดนี้ เป็นวัดที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เมื่อทรง
ผนวชหลายพระองค์ เช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ และ
พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน
จึงทำให้วัดนี้ได้รับการทะนุบำรุงให้คงสภาพดีอยู่เสมอ ในปัจจุบัน
นี้ ศิลปกรรมโบราณวัตถุ และ ศิลปวัตถุ
หลายสิ่งหลายอย่างอยู่ในสภาพดีพอที่จะชม และ ศึกษาได้
เป็นจำนวนไม่น้อย

ศิลปกรรมที่ควรชมภายในวัดบวรนิเวศวิหาร
วัดบวรนิเวศวิหารนี้มีศิลปกรรม
และถาวรวัตถุที่มีค่าควรแก่การศึกษาไม่น้อย แบ่งออกเป็น
ศิลปกรรมในเขตพุทธาวาสและศิลปกรรมในเขตสังฆวาส
เขตทั้งสองนี้ถูกแบ่งโดย กำแพง และ
คูน้ำมีสะพานเชื่อมถึงกันเดินข้ามไปมาได้สะดวก ศิลปกรรมที่สำคัญ
ของวัดนี้ที่น่า สนใจ มีดังนี้
ศิลปกรรมในเขตพุทธาวาส
ศิลปกรรมในเขตพุทธาวาสที่สำคัญเริ่มจากพระอุโบสถซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สร้างวัดในรัชกาลที่
๓ แต่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมต่อมาอีกหลายครั้ง รูปแบบของพระอุโบสถ
ที่สร้างตามแบบ พระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีมุขหน้ายื่นออกมา
เป็นพระอุโบสถและมีปีกยื่นออก ซ้ายขวา
เป็นวิหารมุขหน้าที่เป็นพระอุโบสถมีเสาเหลี่ยมมีพาไลรอบซุ้มประต?หน้าต่าง
และ
หน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้นพระอุโบสถหลังนี้ได้รับการบูรณะในสมัย
รัชกาลที่ ๔ โดย โปรดฯ ให้มุงกระเบื้องเคลือบลูกฟูก ประดับ
ลายหน้าบันด้วยกระเบื้องเคลือบสี และโปรดฯให้
ขรัวอินโข่งเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภายในพระอุโบสถ
ส่วนภายนอกได้รับการบูรณะ บุผนัง ด้วยหินอ่อนทั้งหมด
เสาด้านหน้าเป็นเสาเหลื่ยมมีบัวหัวเสาเป็นลายฝรั่ง
ซุ้มประตูหน้าต่างปิด ทองประดับกระจก
ด้านหน้ามีใบเสมารุ่นเก่าสมัยอู่ทองทำด้วยหินทรายแดงนำมาจากวัดวังเก่า
เพชรบุรี ส่วนใบเสมาอื่นทำแปลกคือติดไว้กับผนังพระอุโบสถแทน
การตั้งไว้บนลานรอบ พระอุโบสถ หลังพระอุโบสถเป็นเจดีย์กลทสมัยรัชกาลที่
๔ ต่อมาได้หุ้มกระเบื้องสีทอง ใน
รัชกาลปัจจุบันพระอุโบสถหลังนี้มีรูปแบบที่มีลักษณะเฉพาะต่างไปจากพระอุโบสถทั่วไป
เพราะเป็นการผสมกันระหว่างศิลปะแบบพระราชนิยมของรัชกาลที่ ๓
ซึ่งกระเดียดไปทาง ศิลปะจึนและศิลปะแบบรัชกาล ที่ ๔
ซึ่งเป็นศิลปะที่มีอิทธิพลฝรั่ง จึงทำให้พระอุโบสถหลังนี้ีมีลักษณะผสมของอิทธิพลศิลปะต่างชาติทั้งสองแบบ
แต่ทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของศิลปะ ไทย
เมื่อโดยรวมแล้วพระอุโบสถหลังนี้
มีเอกลักษณ์เฉพาะตนที่งดงามแปลกตาไม่น้อยทีเดียว
ศิลปกรรมภายในพระอุโบสถ
นอกเหนือไปจากพระพุทธรูปแล้วก็มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้ขรัวอินโข่งเขียนขึ้น
เป็นงานจิตรกรรม
ฝาผนัง ที่มีค่ายิ่ง เพราะเป็นรูปแบบของ
จิตรกรรมหัวเลี้ยวหัวต่อของการรับอิทธิพลยุโรป หรือ ฝรั่งเข้า
มาผสมผสานกับแนวคิดตามขนบนิยมของไทย ภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้
สันนิษฐานว่าเขียน ตั้งแต่สมัยที่ พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏฯเข้าครองวัด
โดยเขียนบนผนังเหนือ ประตูหน้าต่าง ขึ้นไป มีอยู่ ๑๖ ตอน
เริ่มต้นจากทางหลังของผนังด้านซ้ายทางทิศตะวันตก นับเป็น ผนังที่ ๑
วนทักษิณาวัตพระพุทธรูปในพระอุโบสถตามลำดับ มีคำจารึก พรรณาเขียน
ไว้ที่ช่องประตู หน้าต่างรวม ๑๖ บาน
นอกจากภาพจิตรกรรมฝาผนังแล้วที่เสาพระอุโบสถเขียนภาพแสดงปริศนาธรรมเปรียบด้วย
น้ำใจคน ๖ ประเภทเรียกว่า ฉฬาภิชาติ ด้วย ภายในพระอุโบสถนี้
มีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ ๒ องค์ คือ พระประธานเป็นพระพุทธรูปหล่อ
โลหะขนาดใหญ่หน้าพระเพลากว้าง ๙ ศอก ๑๒ นิ้ว กรมพระราชวังบวรฯ
ผู้สร้างวัดได้ทรง อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน เพชรบุรี
โดยรื้อออกเป็น ท่อนๆ แล้วนำมาประกอบขึ้นใหม่
สันนิษฐานว่าเดิมเป็นพระทวาราวดี พระศกเดิมโต พระยาชำนิหัตถการ
นายช่างกรม พระราชวังบวรฯ เลาะออกทำพระศกใหม่ด้วยดินเผาให้เล็กลง
ลงรักปิดทองมีพระสาวกใหญ่ นั่งคู่หนึ่งเป็นพระปั้นหน้าตัก ๒ ศอก
ส่วนพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งคือ พระพุทธชินสีห์
ซึ่งอัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตน มหาธาตุ พิษณุโลก
โดยอัญเชิญมาทั้งองค์เมื่อฤดูน้ำปี พ.ศ.๒๓๗๓ และ
ในปีต่อมาได้ปิดทอง กาไหล่ พระรัศมี ฝังพระเนตรใหม่
และตัดพระอุณาโลม พระพุทธรูปองค์ นี้ เป็นพระพุทธรูป
ที่งดงามอย่างยิ่ง องค์หนึ่ง ถัดจากพระอุโบสถออกไปเป็นเจดีย์กลม
ขนาดใหญ่สร้างสมัยรัชกาลที่ ๔ หุ้มกระเบื้องสีทอง ในรัชกาลปัจจุบัน
รอบฐานพระเจดีย์มี ศาลาจีนและซุ้มจีน
หลังเจดีย์ออกไปเป็นวิหารเก๋งจีน ข้างในมีภาพเขียน ฝีมือช่างจีน
เทคนิค และฝีมืออยู่ในเกณฑ์ดี
ถัดเก๋งจีนเป็น วิหารพระศาสดา เป็นวิหารใหญ่แบ่งเป็น ๒ ห้อง
ด้านหลัง เป็นพระพุทธไสยาสน์ สมัยสุโขทัย
ฝาผนังมีจิตรกรรมเรื่องพระพุทธประวัติและชาดก
ด้านหน้าประดิษฐานพระศาสดา รัชกาลที่ ๔
โปรดฯให้อัญเชิญมาจากวัดสุทัศน์เทพวราราม
ในบริเวณพุทธาวาสนั้นมีศิลปกรรมน่าสนใจอีกหลายอย่างเช่น
พระพุทธบาทจำลอง ซึ่งเป็น พระ พุทธบาทโบราณสมัยสุโขทัย
ประดิษฐานอยู่ในศาลาข้าง พระอุโบสถพลับพลา เปลื้อง เครื่อง
สร้างเป็นเครื่องแสดงว่าวัด นี้รับพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตรา
ที่พระเจ้าแผ่นดิน เสด็จ
เปลื้องเครื่องทรงในศาลานี้ก่อนเสด็จเข้าวัดนอกจากนี้ที่ซุ้มประตูด้านหน้าพระอุโบสถบานประตูมีรูปเซี่ยวกาง
แกะสลักปิดทอง เป็นฝีมือ ช่างงดงามทีเดียว

ศิลปกรรมในเขตสังฆวาส
ศิลปกรรมในเขตสังฆวาสส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓
และรัชกาลที่ ๔ เพื่อเป็น
ตำหนักที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่ผนวชในวัดนี้
เริ่มจากตำหนักปั้นหยา ซึ่งเป็นตึกฝรั่ง ๓ ชั้น
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงสร้างพระราชทานพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏ เมื่อทรง
อาราธนาให้เสด็จมาประทับที่วัดนี้
และประทับอยู่ที่ตำหนักปั้นหยาตลอดเวลาผนวช ต่อมา
ตำหนักนี้ได้เป็นที่ประทับของเจ้านายหลายพระองค์ที่ผนวชและประทับอยู่ที่วัดนี้
รูปทรงของ
ตำหนักเป็นตึกก่ออิฐถือปูนหน้าจั่วประดับด้วยกระเบื้องเคลือบอยู่ซ้ายมือของกลุ่ม
ตำหนัก ต่างๆ
ถัดจากตำหนักปั้นหยาคือ ตำหนักจันทร์ เป็นตำหนักที่พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว
ทรงสร้างด้วยทรัพย์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจันทราสรัทธาวาส
กรมขุน พิจิตเจษฐฃฏาจันทร์ถวายเป็นที่ประทับของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส
ในบริเวณตำหนักจันทร์ด้าน ทิศตะวันออกติดกับรั้วเหล็กมีศาลาเล็กๆ
มีพาไล ๒ ด้าน ฝาล่องถุนก่ออิฐถือปูนโถงเป็นเครื่องไม้
หลังคามุงกระเบื้อง ศาลาหลังนี้เดิมเป็นพลับพลา ที่
ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง
สร้างไว้ในสวนพระราชวังเดิม โปรดให้ย้ายมาปลูกไว้ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๒
ในกลุ่มพระตำหนัก นี้ ยังมี พระตำหนักเพชร
อีกตำหนักหนึ่งอยู่ขวามือเมื่อเข้าจากหน้าวัด เป็นตำหนัก
สองชั้นแบบ ฝรั่ง มุขหน้าประดับด้วยลวดลายไม้ฉลุงดงาม ตำหนักนี้
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงสร้างถวายเป็นท้องพระโรง
ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรส
อย่างไรก็ตามศิลปกรรมและถาวรวัตถุของวัดบวรนิเวศวิหารยังมีอีกหลายอย่างส่วนใหญ่
ยังคงอยู่ ในสภาพดี
มหามกุฏราชวิทยาลัย
ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2436 โดยพระบรมราชานุญาตในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตามดำริพระสมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาพระวชิรญาณวโรรส
เพื่อเป็นสถานศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ ต่อมาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ได้ทรงประกาศตั้งสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาขึ้นเมื่อวันที 30 ธันวาคม 2488
และมหาเถรสมาคมได้รับรองสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นการศึกษาของคณะสงฆ์
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2517 เป็นการศึกษาที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน
การศึกษาระดับปริญญาตรีแบ่งเป็น 4 คณะคือ คณะศิลปศาสตร์
คณะศาสนาและปรัชญา คณะสังคมศาสตร์ และคณะ ศึกษาศาสตร์
พระภิกษุสามเณรที่จะเข้ารับศึกษาในระดับปริญญาศาสนศาสตรบัณฑิตจะต้องมีความรู้เปรียญ
4 ประโยค นักธรรมเอก หรือเทียบเท่า ม.ศ.5 หรือ ม.6 สายปรยัติ
กำหนดเวลาเรียน 7 ปี แบ่งเป็นชั้นบุรพศึกษา 1 ปี เตรียมปี 1 และ
เตรียมปี 2 รวม 3 ปี ทั้งนี้เฉพาะผู้ที่ไม่มีคุณวุฒิเทียบเท่า
ม.ศ.5 หรือ ม.6 ส่วนชั้นนักศึกษา 4 ปี และต้องออกปฏิบัติงาน 1 ปี
รวมเป็น 8 ปี จึงจะจบหลักสูตร และต้องสอบได้เป็นเปรียญ 5
ประโยคด้วยจึงจะได้รับปริญญาศาสนศาสตรบัณฑิต
ส่วนการศึกษาระดับปริญญาโทศาสนศาสตรมหาบัณฑิตเริ่มเปิดสอนตั้งแต่ปีการศึกษา
2531 เป็นต้นมา
สถานที่ตั้ง
248 ถนนพระสุเมรุ
แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
โทรศัพท์ 0 2282 8303 , 0 2281 6427 โทรสาร
0 2281 0294

ข้อมูลประวัติ
ประสูติ
วันศุกร์ที่
22
พฤจิกายน พ.ศ.2415
แรม 7
ค่ำ เดือน
12
ปีวอก เวลาบ่าย 5
โมงเย็น ทรงเป็นพระโอรสของหม่อมเจ้าถนอม นพวงศ์ และหม่อมเอม
นพวงศ์ ณ อยุธยา
บรรพชา เป็นสามเณร เมื่อวันที่
4
พฤษภาคม พ.ศ.2428
อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่
27
มิถุนายน พ.ศ.2435
สิ้นพระชนม์ วันที่
11
พฤศจิกายน พ.ศ.2501
เวลา 01.08
น. ณ ตึกสามัคคีพยาบาล ร.พ.จุฬาฯ
สิริพระชนมายุ ได้
85
พระชันษา 11
เดือน
19
วัน(เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ที่
13
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
พระประวัติเบื้องต้น
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
พระนามเดิมหม่อมราชวงศ์ชื่นทรงเป็นโอรสหม่อมเจ้าถนอม และหม่อมเอม
ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๕ ตรงกับวันแรม ๗
ค่ำ เดือน ๑๒ ปีวอก จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๓๔ เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา
จึงทรงเป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฏพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
และได้ทรงเนื่องในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย
เพราะกรมหมื่นมเหศวรวิลาสและพระอนุชา คือ กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร
(พระองค์เจ้าสุประดิษฐ์ วรฤทธิราชมหามกุฏ บุรุษยรัตนราชวโรรส)
ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อย ซึ่งเป็นธิดาของพระอินทรอไภย (เจ้าฟ้าทัศไภย)
โอรสของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
(ราชพัสดุของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีบางอย่างที่ทรงได้รับสืบต่อมา
เช่น พระแท่นหินอ่อนยังอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร)
ส่วนหม่อมเอมเป็นธิดาพระยาดำรงค์ราชพลขันธ์ (จุ้ย)
ซึ่งเป็นบุตรเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) บุตรเจ้าพระยามหาโยธา
(พญาเจ่ง) ต้นสกุลคชเสนี
เมื่อมีพระชนมายุพอจะเป็นมหาดเล็กได้ ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก
ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ฯ สยามมกุฏราชกุมารในรัชกาลที่
๕ ได้เป็น คะเด็ด ทหารม้าในกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภ
มีหน้าที่ตามเสด็จรักษาพระองค์ทำนององครักษ์
เวลาอยู่ประจำการตามหน้าที่ ในพระบรมมหาราชวังชั้นใน ได้พำนักอยู่
ณ ตำหนัก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ (ชั้น ๔) พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ
ซึ่งทรงเป็นผู้อุปการะและอบรมสั่งสอน
ทรงบรรพชา
เมื่อมีพระชนมายุเจริญขึ้นแล้ว
ได้ทรงออกจากวังและได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
พระพรหมมุนี (สุมิตฺตตฺเถร เหมือน) วัดบรมนิวาส
เป็นพระอุปัชฌายะในขณะที่ทรงบรรพชาเป็นสามเณรนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ยังทรงพระชนม์อยู่
แต่ปรากฏในหนังสือตำนานวัดบวรนิเวศวิหารว่า
ในระยะหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ไม่ค่อยได้ทรงเป็นพระอุปัชฌายะ
แม้ในวันนี้ก็ไม่ทรงรับเป็น พระอุปัชฌายะ
แต่โปรดให้บวชอยู่ในวัดได้ต้องถือพระอุปัชฌายะอื่น
ในระหว่างที่ทรงเป็นสามเณร ได้ตามเสด็จสมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไปประทับอยู่ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม
ซึ่งในขณะนั้น
ม.ร.ว.ชุบ (พระยานครภักดีฯ) ผู้เป็นพี่ได้อุปสมบทอยู่ที่วัดมกุฏฯ
และต่อมาได้ตามเสด็จ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
กลับมาวัดบวรนิเวศวิหาร ในปลายสมัย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
เมื่อทรงบรรพชาแล้ว ได้ทรงศึกษาพระปริยัติธรรม กับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และทรงศึกษาจากพระอาจารย์อื่นบ้าง เช่น
หม่อมเจ้าพระปภากร, พระสุทธสีลสังวร (สาย)
ได้ทรงเข้าสอบไล่ครั้งแรกที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓
สอบไล่ได้เปรียญ ๕ ประโยค เมื่อยังทรงเป็นสามเณร
ทรงอุปสมบท
ได้ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร มีพระพรหมมุนี (กิตฺติสารตฺเถรแฟง)
วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นพระอุปัชฌายะ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อทรงดำรงพระยศเป็น กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส
เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๕
ทั้งการบรรพชาในครั้งก่อนและการอุปสมบทในครั้งนี้ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา
บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
พระราชทานพระราชูปถัมภ์และได้พระราชทานพระราชูปถัมภ์ตลอดมา
ในปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า
ฯ ได้ทรงจัดตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยขึ้น เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม
พ.ศ.๒๔๓๖ เป็นที่เล่าเรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูง
และเป็นที่ประชุมแปลสอบไล่
เรียกว่าเป็นส่วนวิทยาลัยแผนกหนึ่งจัดโรงเรียนขึ้นตามพระอารามเป็นสาขาของวิทยาลัยอีกแผนกหนึ่ง
ฉะนั้น การสอบไล่พระปริยัติธรรมจึงสอบได้ ๒ แห่ง คือ สนามหลวงแห่ง
๑ สนามมหามกุฏราชวิทยาลัยแห่ง ๑ (ต่อมา ทรงเลิกสนามมหามกุฏ ฯ)
เปรียญผู้สอบได้ ทรงตั้งให้เป็นเปรียญหลวงเหมือนกัน
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (เวลานั้นทรงเป็น ม.ร.ว.พระชื่น เปรียญ)
ได้ทรงเป็นครูรุ่นแรกของโรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นสาขาที่
๑ ของวิทยาลัย ที่เปิดพร้อมกันทุกโรงเรียน และพร้อมกับเปิดมหามกุฏราชวิทยาลัย
เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ นั้น.
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้เคยรับสั่งเล่าว่า
มีพระประสงค์จะสอบไล่เพียง ๕ ประโยคเท่านั้น จะไม่ทรงสอบต่อ
ทรงตามอย่างสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ซึ่งทรงสอบเพียงเท่านั้น
เพื่อมิให้เกินสมเด็จพระบรมชนกนาถ แต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
ฯโปรดให้สอบต่อไป และทรงคัดเลือกส่งเข้าสอบสนามหลวง
หลังจากที่ทรงอุปสมบทแล้ว จึงทรงสอบต่อได้เป็นเปรียญ ๗ ประโยค
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ เมื่อทรงอุปสมบทได้ ๓ พรรษา
ทรงพระกรุณาโปรดตั้งเป็นพระราชาคณะที่ พระสุคุณคณาภรณ์
ครั้งนั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ได้ทรงเริ่มจัดการพระศาสนา
ทั้งการศึกษา ทั้งการปกครอง ทั้งการอื่น ๆ
ดังที่ปรากฏผลอยู่ในปัจจุบันนี้ ในเบื้องต้น
เมื่อยังไม่ทรงมีอำนาจที่จะจัดในส่วนรวม ก็ได้ทรงจัดในส่วนเฉพาะคือ
ได้ทรงจัดตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยขึ้น
อันนับเป็นส่วนเฉพาะคณะธรรมยุตสมเด็จพระสัง ฆราชเจ้า
ได้ทรงมีส่วนร่วมกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ
มาตั้งแต่ต้นในการงานหลายอย่าง กล่าวคือ
พระภารกิจในการคณะสงฆ์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
มีพระราชประสงค์บำรุงการศึกษามณฑลหัวเมือง ทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ทรงเป็นผู้อำนวยการจัดการศึกษา
โปรดให้บังคับพระอารามในหัวเมือง ซึ่งเป็นส่วนการพระศาสนา
และการศึกษาได้ ทั้งในมณฑลกรุงเทพฯ ทั้งในมณฑลหัวเมือง
ตลอดพระราชอาณาจักร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑ โปรดเกล้า ฯ
ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ
เป็นเจ้าหน้าที่จัดการอนุกูลในกิจที่ฝ่ายฆราวาสจะพึงทำ
มีจัดการพิมพ์แบบเรียนต่าง ๆ
ที่จะพระราชทานแก่พระภิกษุสงฆ์ไปฝึกสอน เป็นต้น
ตลอดจนการที่จะเบิกพระราชทรัพย์จากพระคลังไปจ่าย
ในการที่จะจัดตามพระราชประสงค์นี้ และโปรดเกล้า ฯ
ให้ยกโรงเรียนพุทธศาสนิกชน ในหัวเมืองทั้งปวง
มารวมขึ้นอยู่ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ เพื่อจะได้เป็นหมวดเดียวกัน
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ได้ทรงเลือกสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระสุคุณคณาภรณ์ให้เป็นผู้อำนวยการศึกษามณฑลจันทบุรีในศกนั้น
พ.ศ. ๒๔๔๕ ได้มีการออกพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑
(พ.ศ. ๒๔๔๕) อันเป็นผลเนื่องมาจากการจัดการพระศาสนา
และการศึกษาในหัวเมือง
พระภารกิจทางการศึกษา
ส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาทั้งแผนกธรรมและบาลี ในสมัยพระเจ้าวรวงศ์เธอ
กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงเลือกพระเถระ
ให้เป็นแม่กองสอบไล่ธรรม และบาลีตามวาระ ทั้งในมณฑลกรุงเทพฯ
และมณฑลหัวเมือง
ก็ได้ทรงรับเลือกให้เป็นแม่กองสอบไล่พระปริยัติธรรมหลายคราว เช่น
ทรงเป็นแม่กองสอบไล่มณฑลปัตตานี ได้ทรงเป็นแม่กองสอบไล่มณฑลอยุธยา
ทั้งระหว่างที่ทรงเป็นเจ้าคณะมณฑลนั้น
และทรงได้รับเลือกเป็นแม่กองธรรมสนามหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐
แม่กองบาลีสนามหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗
พระภารกิจในคณะธรรมยุต
เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
ทรงมีพระชราพาธเบียดเบียน
ไม่เป็นการสะดวกที่จะทรงปฏิบัติพระภารกิจในฐานะเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต
ได้ทรงมอบหน้าที่เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ให้ทรงบัญชาการแทน
ด้วยลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๔๗๗
เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นั้น สิ้นพระชนม์ ใน พ.ศ. ๒๔๘๐
จึงได้ทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกา
ตามแบบปกครองในคณะธรรมยุตสืบมา
เมื่อทรงรับหน้าที่ปกครองคณะธรรมยุตแล้ว
ได้ทรงจัดการปกครองคณะธรรมยุต ที่สำคัญหลายประการ
สมเด็จพระมหาสังฆปริณายก
พ.ศ. ๒๔๘๗ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว)
วัดสุทัศน์ สิ้นพระชนม์ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘
ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามเดิม
ถึง พ.ศ. ๒๔๙๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเฉลิมพระนามให้เต็มพระเกียรติยศ
ตามราชประเพณี เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๗
พฤษภาคม ๒๔๙๓
ทรงปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์
การปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔
ซึ่งดำเนินมาเป็นลำดับเกิดความ ขัดข้องในการปกครองหลายประการ
เป็นเหตุให้การคณะสงฆ์ดำเนินไปไม่เรียบร้อย เพื่อแก้ไขข้อข้องต่าง
ๆ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ฯ ในฐานะองค์สกลมหาสังฆปริณายก
ได้มีพระบัญชา เรียกประชุมพระเถระทั้ง ๒ ฝ่าย
มาพิจารณาตกลงกันที่พระตำหนักเพ็ชร เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ.
๒๔๙๔ พระเถระทั้ง ๒ ฝ่าย ได้ตกลงกัน
ทรงกรม
พ.ศ. ๒๔๙๙ ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาพระสมณศักดิ์และฐานนันดรศักดิ์
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ขึ้นเป็น
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระภารกิจด้านมหามกุฏราชวิทยาลัย
ในทางมหามกุฏราชวิทยาลัยนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
ก็ได้ทรงมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง
กล่าวคือ ได้ทรงเป็นกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชทานอาราธนาบัตรทรงตั้งมา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๘
ขณะทรงเป็นหม่อมราชวงศ์พระชื่น เปรียญ พรรษา ๒
ต่อมาได้ทรงเป็นอุปนายกกรรมการ ในสมัยที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์
สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเป็นนายกกรรมการพ.ศ. ๒๔๗๖
ทรงได้รับมอบหน้าที่การงานในตำแหน่งนายกกรรมการ
จากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๗๖)
เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้าสิ้นพระชนม์แล้ว
ทรงได้รับเลือกเป็นนายกกรรมการ ตลอดมาในสมัยที่ทรงเป็นนายกกรรมการ
ได้ทรงฟื้นฟู และปรับปรุงกิจการของมหามกุฏ ฯ หลายอย่างเป็นต้นว่า
ในด้านการบริหาร ได้จัดตั้งเจ้าหน้าที่
ฝ่ายบรรพชิตเป็นผู้ปฏิบัติงานอำนวยการต่าง ๆ
เกี่ยวแก่ธุรการทั่วไปบ้าง เผยแผ่ปริยัติธรรมบ้าง
ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ปรับปรุงเจ้าหน้าที่ฝ่ายคฤหัสถ์
วางระเบียบต่าง ๆ ให้เหมาะสมและตราสารมูลนิธิ
ซึ่งได้จดทะเบียนครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๔๗๖
ในสมัยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (วัดราชบพิธ) ทรงเป็นนายกกรรมการ
ได้จดทะเบียนแก้ไขอีกหลายคราว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓
ได้บัญญัติประมวลระเบียบบริหารมูลนิธิ ตามความในตราสาร
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
ได้ทรงแสดงพระประสงค์ให้คฤหัสถ์เป็นผู้จัดการในเรื่องทรัพย์สินของมูลนิธิให้พระเป็นแต่ผู้ควบคุมเท่านั้น
ตามควรแก่กรณี
ในด้านการบำรุงและอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม
ได้วางระเบียบบำรุงการศึกษา อบรม แก่สำนักเรียนต่าง ๆ
รับอบรมนักเรียน ครู นักเรียนปกครอง ที่ส่งเข้ามาจากจังหวัดนั้น ๆ
ส่งครูออกไปสอนในสำนักเรียนที่ขาดครูบ้าง บำรุงสำนักเรียนต่าง ๆ
ด้วยทุนและหนังสือตามสมควร
กำหนดให้มีรางวัลเป็นการส่งเสริมสำนักเรียนที่จัดการศึกษาได้ผลดี
จัดตั้งหอสมุดมหามกุฏ ฯ (ตามคำสั่ง วันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘)
ตั้งสภาการศึกษามหามกุฏ ฯ เป็นรูปมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา
(ตามคำสั่ง วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘) เปิดเรียนเป็นปฐม
เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๙
ในด้านการเผยแพร่
ฟื้นฟูการออกหนังสือนิตยสารธรรมจักษุรายเดือน ตั้งแต่วันที่ ๑
ตุลาคม ๒๔๗๖ จัดตั้งโรงพิมพ์มหามกุฏ ฯ ตั้งแต่วันที่ ๒๕ กรกฎาคม
๒๔๗๘ จัดพิมพ์คัมภีร์พระธรรมเทศนาใช้กระดาษแทนใบลานเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒
บัดนี้เรียกว่า มหามกุฏเทศนา
จัดส่งพระไปทำการเผยแผ่ในส่วนภูมิภาคตามโอกาส
ในด้านต่างประเทศ ได้จัดส่งพระไปจำพรรษาที่ปีนัง
ในความอุปถัมภ์ของ ญาโณทัย พุทธศาสนิกสมาคม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๒
ได้ส่งพระไปร่วมสมโภชฉลองพระบรมสารีริกธาตุ
พระธาตุของพระสารีบุตรเถระ และพระโมคัลลานเถระ ตามคำเชิญของเขมร
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕
ได้ให้อุปการะส่วนหนึ่งแก่พระที่เดินทรงไปสังเกตการพระศาสนา
และการศึกษาในประเทศอินเดีย และลังกา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘
พระกรณียพิเศษ
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้เสด็จไปบูชาปูชนียสถาน
และดูการพระศาสนาที่ลังกา อินเดีย และพม่า ออกจากกรุงเทพฯ เมื่อ
วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๘ กลับถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๔๗๘
ผลงานพระนิพนธ์
พ.ศ. ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด ฯ ให้ชำระพระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ
แล้วโปรดให้จัดพิมพ์ด้วยพระราชประสงค์ที่จะทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาทรงพระราชอุทิศพระกุศลถวาย
สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงชำระ ๒ เล่ม
ทรงชำระอรรถกถาชาดก ที่สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
โปรดให้ชำระพิมพ์ ในโอกาสที่มีพระชนมายุ ๖๐ พรรษาบริบูรณ์ รวม ๑๐
ภาค
ส่วนหนังสือทรงรจนา หรือที่บันทึกจากพระดำรัสด้วยมุขปาฐะ
เป็นต้นว่า
ศาสนาโดยประสงค์ (พิมพ์หลายครั้ง)
พระโอวาทธรรมบรรยาย ๒ เล่ม (พิมพ์หลายครั้ง)
ตายเกิดตายสูญ (พิมพ์หลายครั้ง)
ทศพิธราชธรรม พร้อมทั้งเทวตาทิสนอนุโมทนากถา และ สังคหวัตถุ
จักรวรรดิวัตร และขัตติยพละ ถวายในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
รัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้พิมพ์ในงานฉลองพระสุพรรณบัฏ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ. ๒๔๙๓
พุทธศาสนคติ คณะธรรมยุต พิมพ์ในงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ. ๒๕๐๐
บทความต่าง ๆ รวมพิมพ์เป็นเล่มตั้งชื่อว่า
ความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาตั้งแต่เบื้องต้น
(พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา
พ.ศ. ๒๕๐๑)
พระธรรมเทศนา ทศพิธราชธรรม ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
รัชกาลปัจจุบัน พระธรรมเทศนาศราทธพรต ในคราวถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล และพระโอวาทในโอกาสต่าง ๆ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้าครั้งนี้ด้วย
พระธรรมเทศนา วชิรญาณวงศ์เทศนา รวม ๕๕ กัณฑ์
คณะธรรมยุตพิมพ์เป็นเล่มและมหามกุฏ ฯ พิมพ์เป็นคัมภีร์ มหามกุฏเทศนา
ในคราวพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ครั้งนี้
ทีฆาวุคำฉันท์ (พิมพ์หลายครั้ง)
ประชวรใหญ่ครั้งแรก
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ประชวรโรคนิ่วในถุงน้ำดี
ต้องเสด็จไปประทับ ณ
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แพทย์ได้ถวายการผ่าตัด ๒ ครั้ง ตัดถุงน้ำดีออก
ต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ คณะศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือ
ได้ดำเนินการสร้างตึกสำหรับพระภิกษุสามเณรผู้อาพาธขึ้น ๑ หลัง
ให้แก่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ เป็นที่ระลึกในการหายประชวรครั้งนั้น
แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ประทานนามว่า
ตึกสามัคคีพยาบาร โปรดใช้คำว่า พยาบาร
ซึ่งเป็นศัพท์บาลีที่มีอยู่แล้ว (พยาปาร หรือ วฺยาปาร แปลว่า
ขวนขวาย, ช่วยธุระ, กิจกรรม) แทนคำว่า พยาบาล
ซึ่งเป็นศัพท์ผูกใหม่
พระราชปัธยาจารย์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้เสด็จฯ
เยี่ยมพระอาการในคราวประชวรนี้หลายครั้งและได้พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์โดยตลอดทราบว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชปาณิธานอย่างแน่นอนว่า
เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้าหายประชวร
จะทรงผนวชและสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก็หายประชวรได้อย่างน่าประหลาด
จึงได้ตกลงพระราชหฤทัยจะทรงผนวช ด้วยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า
ที่ทรงถือว่า ได้ทรงมีคุณูปการส่วนพระองค์มามาก เป็นพระอุปัชฌายะ
สนองพระเดชพระคุณพระราชบุรพการี ตามคตินิยมราชประเพณี ได้เสด็จฯ
มาเฝ้าถวายเครื่องสักการะ แสดงพระองค์เป็นอุปสัมปทาเปกข์
(ผู้ประสงค์อุปสมบท) ในสำนักสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ณ
พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๔๙๙
ครั้นถึงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๙ ได้เสด็จทรงผนวช ณ พระอุโบสถ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในสังฆสมาคม ๓๐ รูป มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า
พระราชอุปัธยาจารย์เป็นประธานในการอุปสมบทกรรม เสร็จเวลา ๑๖.๒๓
นาฬิกา แล้วเสด็จฯ พระอุโบสถ พระพุทธรัตนสถาน
ทรงประกอบการทัฬหีกรรมตามขัตติยราชประเพณี ในสังฆสมาคมฝ่ายธรรมยุต
๑๕ รูป มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเป็นประธาน เสร็จเวลา ๑๗.๔๓
นาฬิกา แล้วเสด็จฯ โดยรถพระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า
สู่วัดบวรนิเวศวิหาร ในท่ามกลางประชาชน
ที่มาเฝ้าพระบารมีอย่างแน่นขนัดสองฟากถนนตลอดถึงวัด ได้ทรงดำรงสมณเพศ
ประทับทรงปฏิบัติพระธรรมวินัย อยู่ในสำนักสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ณ
วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอด ๑๕ ราตรี ทรงลาผนวช ณ วันที่ ๕ พฤศจิกายน
๒๔๙๙
ทรงกรม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรด ฯ สถาปนาสมณศักดิ์
และฐานันดรศักดิ์ สมเด็จพระราชอุปัธยาจารย์
เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ประกอบพระราชพิธี ณ
พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๙๙
ได้ถวายพัดมหาสมณุตมาภิเษก ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
เศวตฉัตร ๓ ชั้น ได้เปลี่ยนเป็นฉัตรตาดเหลือง (หรือฉัตรตาดสีทอง) ๕
ชั้น สำหรับฐานันดรศักดิ์ กรมหลวงฯ
อภิธชมหารัฏฐคุรุ
รัฐบาลแห่งสหภาพพม่า ได้ถวายเฉลิมพระสมณศักดิ์
อภิธชมหารัฏฐคุรุ ซึ่งเป็นสมณศักดิ์สูงสุดของสหภาพพม่า
แด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า นายกรัฐมนตรีพม่า
ซึ่งได้รับเชิญมาร่วมในงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษในประเทศไทย
ได้มาประกอบพิธีถวาย ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๕
พฤษภาคม ๒๕๐๐
พระกรณียะพิเศษในรัชกาลปัจจุบัน
ถวายศาสโนวาทและเบญจศีล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคราวแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะ ณ
พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๔๘๙
ทรงเป็นประธานพระสงฆ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ ๔-๘
พฤษภาคม ๒๔๙๓ ในพระราชพิธีนี้
ได้ถวายพระครอบพระกริ่งกับพระครอบยันต์นพคุณ ณ มณฑปพระกระยาสนาน
ถวายพระธรรมเทศนาทศพิธราชธรรม
ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ซึ่งประสูติ ณ
วันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๔๙๕
ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินทรเทพรัตนสุดา
ซึ่งประสูติ ณ วันเสาร์ที่ ๒ เมษายน ๒๔๙๘
ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์
ซึ่งประสูติ ณ วันพฤหัสบดีที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๐
ถวายพระนาม พระพุทธนาราวันตบพิตร ที่ได้ทรงสถาปนาและโปรดให้นำมา
เมื่อเสด็จ ฯ ถวายพุ่ม
วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๐๐ เพื่อประดิษฐานไว้ ณ พระปั้นหยา
อันเป็นที่เสด็จประทับบำเพ็ญสมณปฏิบัติ ในระหว่างทรงผนวช
ถวายพระนาม พระโพธิ์ใต้แม่ว่า พระโพธิมหัยยาเขตสุชาตภูมินาถ
รัฐศาสนสถาวรางกูร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ (หมายเหตุ -
พระโพธิ์ต้นนี้เกิดมาจากพระโพธิ์ที่อันเชิญมาจากศรีลังกามาประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหาร
ต่อมาได้ตายลง แต่ก่อนจะตายได้มีพระโพธิ์ต้นใหม่เกิดขึ้นมา
เรียกว่า พระโพธิ์ใต้แม่)
ประชวรครั้งอวสาน
หลังจากประชวรครั้งใหญ่
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ประชวรกระเสาะกระแสะ
พระวรกายทรุดโทรมเรื่อยมา แต่อาศัยที่ได้ถวายการรักษาพยาบาล
และประคับประคองเป็นอย่างดีอยู่ตลอดเวลา
ประกอบกับมีพระหฤทัยเข้มแข็งปล่อยวาง
จึงทรงดำรงพระชนม์มาได้โดยลำดับ จนถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๐๑
จึงปรากฏพระอาการประชวรมาก มีพระโลหิตออกกับบังคลหนัก
ต้องรีบนำเสด็จสู่ตึกสามัคคีพยาบาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ต่อมาในเดือนกันยายน ๒๕๐๑ เริ่มปรากฏพระอาการเป็นอัมพาต
แพทย์สันนิษฐานว่า เส้นพระโลหิตในสมองตีบตัน
แต่ต่อมาพระอาการค่อยดีขึ้นบ้าง แล้วก็กลับทรุด
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
วัตถุมงคลชุด ฉลองพระชนมายุครบ
80
พรรษา วันที่ 22
พฤศจิกายน 2495
เมื่องานฉลองผ่านไป ได้มีการเททองหล่อพระพุทธปฏิมากร
เพื่อเป็นที่ระลึกมีพระนามว่า
พระพุทธฑีรายุหมงคล
ซึ่งก็คือ หลวงพ่อดำ
ที่ประดิษฐานอยู่ที่ซุ้มวิหารข้างวิหารพระศาสดา
นอกจาดนี้แล้ววัตถุมงคลในสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ยังประกอบไปด้วย
เหรียญตู้ไปรษณีย์ใหญ่ ปี
75
ในวาระชนมายุครบ 60
พรรษา เหรียญตู้ไปรษณีย์เล็ก ปี
85
ชนมายุครบ
70
พรรษา พระชินสีห์ เนื้อเมฆพัด ปี
85
พระกริ่ง สุจิตโต ปี 87
ชนมายุครบ 72
พรรษา พระกริ่งบาเก็ง ปี
91
สำหรับเหรียญรุ่นแรก
หรือเหรียญพระรูปเสี้ยว หลังยันต์นูน สร้างปี พ.ศ.2495
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในวัตถุมงคลของท่านเด่นทาง
เด่นทางเมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำใน กรุงเทพฯ
|