|
พระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) วัดราชสิทธาราม (พลับ)
กรุงเทพฯ

วัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร
วัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร
เป็นวัดโบราณ เดิมที่เดียวชื่อ วัดพลับ
มีมาแล้วตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตัววัดพลับเดิมนั้น
อยู่ต่อ วัดราชสิทธารามเดียวนี้ไปทางทิศตะวันตก
ครั้นเมื่อสร้างวัดราชสิทธารามขึ้นในรัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ
ให้รวมวัดพลับเข้าไว้ในเขต วัดราชสิทธารามด้วย
ราษฎรจึงยังคงเรียกชื่อ วัดราชสิทธาราม ตาม นามเดิมว่า
วัดพลับกันทั่วไป ในบัดนี้ ประวัติราชสิทธาราม เริ่มปรากฎมี
เรื่องราวเป็นสำคัญขึ้นเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง
เหตุเนื่องมาจาก
พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงอาราธนาพระอาจารย์สุก
วัดท่าหอย ริมคลองคูจามในแขวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงมา
จำพรรษาในเขตพระนคร พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระญาณลังวรเถรเรื่องทั้งนี้เป็นด้วยพระญาณสังวรเถร
ทรงวิทยาคุณ ในทางวิปัสสนาธุระ
อย่างเชี่ยวชาญสามารถเลืองชื่อลือชาเป็นที่นับถือของคนทั้งหลายในยุคนั้นเป็นอย่างยิ่งกล่าวกันว่า
ท่านทรงไว้ซึ่งพรหมวิหารธรรมอย่างแก่กล้า ถึงสามารถให้ไก่เถือนเชืองได้เหมือนไก่บ้าน
มีลักษณะทำนองเดียวกับคำ
โบราณที่ยกย่องสรรเสริญพระสุวรรณสามโพธิสัตว์
ในเรื่องสุวรรณสามชาดก
สถานที่ตั้ง
วัดราชสิทธาราม
(วัดพลับ) คณะ ๕ ซอยอิสระภาพ ๒๓แขวงวัดอรุณ
อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพ ฯ
เบอร์โทรติดต่อ
โทร ๐๘๔-๖๕๑-๗๐๒๓

อาณาเขต
วัดราชสิทธาราม เดิม ชื่อ
วัดพลับซึ่งเป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยใด
เดิมตัววัดตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของผังวัดปัจจุบัน ต่อมา
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราชทรงอาราธนาพระอาจารย์สุก
วัดท่าหอย จากพระนครศรีอยุธยา มาจำพรรษา ณ กรุงเทพศรีทราวดี
พระอาจารย์สุกได้ขอพระบรมราชานุญาต ว่า ขออยู่ ณ
วัดที่เป็นอรัญวาสี(วัดป่า) คือวัดพลับ ล้นเกล้ารัชกาลที่๑
จึงทรงโปรดให้สร้างวัดขึ้นใหม่ โดยรวมกับวัดพลับเดิม
แล้วสถาปนาเป็นพระอารามหลวง ฝ่ายวิปัสสนาธุระคู่กับวัดรัชฎาธิษฐาน
ซึ่งเป็นสำนักกรรมฐานฝั่งธนบุรี [ส่วนฝั่งพระนครมี วัดสระเกศ และ
วัดราชาธิวาส เป็นวัดฝ่ายวิปัสสนาธุระ] ต่อมาพระอาจารย์ สุก
ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช
พระองค์ที่๔ วัดราชสิทธารามจึงเป็นวัดที่สำคัญอีกที่หนึ่ง
และอยู่มาตราบเท่าทุกวันนี้
สิ่งสำคัญ
พระอุโบสถ เป็นสถาปัตยกรรม
ทรงดั้งเดิม แบบพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ ๒ ชนิดก่ออิฐถือปูน
หลังคาลด ๒ ชั้น หน้าบันทั้ง ๒ ด้าน
เป็นรูปนารายณ์ทรงสุบรรณด้านข้างเป็นลายขนด
มีเสาพาไลรับหลังคารอบพระอุโบสถ มีทางเข้าด้านละ ๒ ประตู รวม ๔
ประตู ส่วนหน้าต่างมีด้านละ ๗ บาน
ลายรอบกรอบประตูและหน้าต่างเป็นปูนปั้นลายดอกไม้แบบ เทศผสม
ประตูและหน้าต่างเป็นไม้โบราณปิดทองประดับกระจก
ด้านข้างพระอุโบสถมีกุฏิวิปัสสนาล้อมรายอยู จำนวน ๒๔ หลัง
มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ทั้ง ๔ มุม
มีเจดีย์ทรงเหลี่ยมแบบย่อมุมไม้สิบสอง ตอนล่างทำเป็นกุฏิวิปัสสนา
รอบพระอุโบสถ มีตุ๊กตาจีนอีกด้วย ปัจจุบันชำรุดเสียส่วนมาก
จิตรกรรมฝาผนัง
เป็นสถาปัตยกรรมอันนับว่าเป็นระดับชั้นบรมครู
เป็นภาพวาดที่สวยงามมากซึ่งเขียนโดยช่างยุครัตนโกสินทร์
ด้านขวาพระประธาน เป็นเรื่องพระเวสสันดรชาดก และเทวดาชุมนุม
ด้านซ้าย เป็นเรื่องพระพุทธประวัติ และเทวดาชุมนุม
หนังหุ้มกลองหน้าพระประธาน
เป็นภาพพระแม่ธรณีบีบมวยผม-พระพุทธเจ้าชนะมาร หนังหุ้มกลองด้านหลัง
เป็นภาพไตรภูมิ บานประตูและหน้าต่างด้านใน เป็นรูปทวารบาล
ด้านนอกมีภาพพยุหยาตราทางสถลมารค และ ทางชลมารค ปัจจุบัน ชำรุดและเลือนลางมากด้วยความชื้นทำให้เรือนและกะเทาะออกมา
พระประธาน เป็นแบบปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าตัก
กว้าง๕ ศอก ๒นิ้ว สูงจรดพระรัศมี๖ ศอก ๑ คืบ โดยเล่ากันว่า
ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒ ทรงปั้นพระเศียร ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓
ทรงปั้นองค์ พระราชทานพระนามว่า "พระพุทธจุฬารักษ์"
ด้านหน้ามีพระอัครสาวกทั้งสอง และพระอานนท์ ประดิษฐานตรงกลาง
ซึ่งทั้งหมดนี้ ตั้งอยู่บนฐานชุกชี
พระเจดีย์คู่ทรงสังวาลย์ เป็นพระเจดีย์แบบลังกา ทรงระฆังคว่ำ
ปูนปั้นเป็นสังวาลห้อยลงมาจากบัลลังค์ มีฐานเป็นบัวลูกแก้ว
แล้วจึงเป็นมาลัยลูกแก้ว ๓ ชั้น ต่ำสุดจึงป็นฐานบัว
ล้อมด้วยเจดีย์บริวาร ๔ องค์ เจดีย์ทรงเครื่อง
ด้านขวาพระอุโบสถมีนามว่า พระสิราศนเจดีย์ด้านซ้ายนามว่าสิรจุมภฏเจดีย์
พระวิหาร เดิมวิหารนี้สร้างพร้อมกับพระอุโบสถ
เรียกว่า"วิหารแดง" ด้วยแต่ก่อนมีเจดีย์ทาสีฝุ่นสีแดงล้อมรอบอยู่
ต่อมาวิหารได้ชำรุดทรุดโทรมมาก
ทางวัดจึงสร้างใหม่และทุบเจดีย์ทั้งหมดให้เหลือเพียง ๒ องค์
วิหารเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีมุขหน้าหลังหลังลด ๓ ชั้น
มีคันทวยรับหลังคา ประตูมุขละ ๒ บาน หน้าต่างด้านละ ๕ บาน
ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ปางมารวิชัยพระนามว่า "พระพุทธสิทธมงคล"
ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จพระราชดำเนิน และทรงเททองหล่อองค์พระด้วย
ส่วนพระวิหารทำพิธีเปิด โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(ปุ่น ปุณฺณสิริ)
ศาลาการเปรียญ เป็นแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่๓ ก่ออิฐถือปูน
ด้านในประดิษฐานธรรมาสน์บุษบก ๒ ฝั่ง
พระตำหนักเก๋งจีนและตำหนักจันทน์ เคยเป็นที่ที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓
และ ๔ ทรงประทับ เมื่อยามทรงผนวช

กิตติคุณ
เป็นที่รู้จักกันว่า มีชื่อเสียงในเรื่องพระเครื่อง เช่น
สมเด็จอรหัง พระตุ๊กตา เป็นต้น ซึ่งให้ผลทางเมตตามหานิยม
เป็น ๑
ใน ๖ ท่าน ที่มีความสามารถในการแต่งร่ายมหาชาติทำนองหลวง
ซึ่งท่านได้แต่งกัณฑ์ มหาพน [สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส,
วัดถนน,พระเทพมุนี(ด้วง),พระเทพโมลี(กลิ่น),เจ้าพระยาพระคลัง(หน)
,พระยาธรรมปรีชา(บุญ)]
เป็นวัดพัฒนาดีเด่น และ วัดพัฒนาตัวอย่าง
เป็น ๑
ใน ๑๐ วัด ที่มีพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมทำนองหลวง(วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม,วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์,วัดสระเกศ,วัดจักรวรรดิราชาวาส,วัดสุทัศน์เทพวราราม,วัดบวรนิเวศวิหาร,วัดอนงคาราม,วัดประยุรวงศาวาส,วัดระฆังโฆษิตาราม
ฯลฯ
พระนามและรายนามเจ้าอาวาส
๑. สมเด็จพระอริยวงษญาณ (สุก)
๒. พระญาณวิสุทธิ์ (ชิต)
๓. พระเทพโมลี (กลิ่น)
๔. พระปิฎกโกศลเถร (แก้ว)
๕. พระญาณโกศลเถร (รุ่ง)
๖. พระญาณสังวรเถร (ด้วง)
๗. พระญาณสังวรเถร (บุญ)
๘. พระโยคาภิวัตเถร (มี)
๙. พระอมรเมธาจารย์ (ทัด)
๑๐. พระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ)
๑๑. พระสุธรรมธีรคุณ (เกิด)
๑๒. พระอมรเมธาจารย์
๑๓. พระสังวรานุวงศ์ (เอี่ยม)
๑๔. พระมงคลเทพมุนี (เอี่ยม)
๑๕. พระสุธรรมสังวร (ม่วง)
๑๖. พระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม)
๑๗. พระสังวรานุวงศ์เถร (สอน)
๑๘. พระราชวิสุทธิญาณ (อยู่)
๑๙. พระราชสังวรวิสุทธิ์ (บุญเลิศ)
๒๐. พระธรรมรัตนวิสุทธิ์ (พลายงาม) รูปปัจจุบัน
ข้อมูลประวัติ
เกิด วันพุธที่
16
พฤศจิกายน พ.ศ.2396
ตรงกับแรม 1
ค่ำ เดือน 12
ปีฉลู
เป็นบุตรของ นายอ่อน นางขลิบ เป็นคนพื้นเพโดยกำเนิด
บรรพชา อายุ
13
ปี ในสำนักพระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ) วัดราชสิทธาราม
อุปสมบท อายุ
21
ปี ณ วัดราชสิทธาราม
มรณภาพ ปี พ.ศ.2470
รวมสิริอายุ
73
ปี

ประวัติ
วัดราชสิทธาราม
หรือวัดพลับ เขตบางกอกใหญ่
เป็นพระอารามหลวงเก่าแก่แห่งหนึ่งซึ่งมีพระกรุพระเก่ายอดนิยมที่นักสะสมพระเครื่องต่างหมายปอง
และมีราคาเช่าหาที่แพงมิใช่น้อย อดีตเจ้าอาวาสที่มีชื่อเสียงก็คือ
สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) เจ้าอาวาสองค์แรก รวมทั้งพระสังวรานุวงษ์เถร
(ชุ่ม) เจ้าอาวาสองค์ที่ 16
(พ.ศ.2458-2470)ท่านเป็นพระเถระที่เชี่ยวชาญทางวิปัสสนากรรมฐาน
และสร้างพระเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังอย่างยิ่ง
วัตถุมงคลที่หลวงพ่อ พระสังวรานุวงษ์เถร (ชุ่ม)
สร้างไว้มีด้วยกันหลายอย่าง เช่น
ตะกรุดสามกษัตริย์,ลูกน้ำเต้ากันไฟ,พระพิมพ์เล็บมือ
หรือพิมพ์ซุ้มกอ เนื้อชินตะกั่วถ้ำชา,พระพิมพ์ห้าเหลี่ยม
เนื้อชินตะกั่วถ้ำชา และเนื้อสำริด,พระพิมพ์สองหน้า
เนื้อชินตะกั่วถ้ำชา,พระพิมพ์เนื้อเงิน และเนื้อทองฝาบาตร,พระปิดตา
เนื้อตะกั่วอาบปรอท ทั้งนี้ ด้านหลังพระเนื้อตะกั่วแทบทุกพิมพ์
จะมีเหล็กจารตัวเฑา ขัดสมาธิ หรือลงอักขระขอมอ่านว่า อิ กะ วิ ติ
มีตัว นะ อยู่ตรงกลาง ที่เรียกกันว่า ยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า
ทางด้านพุทธคุณ กล่าวขานกันว่า วัตถุมงคล และ พระเครื่องของท่าน
ดีเด่นทางแคล้วคลาด คงกระพัน มหาอุด
ถึงกับว่าบรรดาเซียนพระรุ่นเก่า และนักสะสมรุ่นอาวุโส
ล้วนมีวัตถุมงคลของท่านบูชาติดตัวอย่างน้อยหนึ่งองค์
และต่างก้อเคยได้ประสบการณ์มาแล้วมากต่อมาก
บางท่านก็ภาวนาพระคาถาของท่านคือ พระโสนามะยักโข เมตทันตปริวาสะโก
อะสุณิหะเตโหตะโต ชยะมังคละ พระคาถานี้ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก
ท่านเจ้าคุณสังวราฯ(ชุ่ม) จารลงในใบลาน ใช้ป้องกันไฟ ป้องกันฟ้าผ่า
กันคุณไสย อัปมงคลและสิ่งชั่วร้ายทั้งมวล
พระสังวรานุวงษ์เถร (ชุ่ม) วัดพลับท่านได้รับพระราชทาน "พัดงาสาน"
ซึ่งจะทรงพระราชทานสำหรับเฉพาะพระสงฆ์
ที่ทรงคุณทางด้านวิปัสสนากรรมฐานเป็นองค์สุดท้ายถัดจากเจ้าคุณเฒ่าวัดหนัง
นอกจากนี้
ท่านเป็นพระอาจารย์ของพระเกจิอาจารย์สำคัญทางฝั่งธนบุรีหลายองค์
เช่น หลวงปู่นาค วัดระฆัง หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก และหลวงปู่โต๊ะ
วัดประดู่ฉิมพลี พระเครื่องของพระสังวราชุ่มจึงเป็นของดีที่ควรแสวงหา
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
สำหรับวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
มีหลายชนิด เช่น น้ำเต้ากันไฟ เหรียญหล่อทั้งประเภท
2
หน้า และหน้าเดียวหลังเรียบ พระปิดตาเนื้อชิน
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในวัตถุมงคลของท่านเด่นทาง
แคล้วคลาดปลอดภัย กันไฟ กันปืน
สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำใน กรุงเทพฯ
|