|
หลวงพ่อทอง พุทธสุวัณโณ วัดดอนสะท้อน
นครศรีธรรมราช
ประวัติดอนสะท้อน
วัดดอนสะท้อน
เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสวีหนุ่ม
ไม่ทราบหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด
แต่จากหลักฐานที่มีอยู่และคำบอกเล่าของคนรุ่นก่อน
ทราบว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นราวประมาณต้นศตวรรษที่ ๒๔
ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่สมัย หลวงพ่อทอง พุทธสุวณโณ
เป็นเจ้าอาวาส
โดยมีการสร้างอุโบสถหลังใหม่ในตำแหน่งของอุโบสถหลังเดิม
ได้รับการประกาศเขตวิสุงคามสีมาในพระราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๖๙
ตอนที่ ๒ หน้า ๙๙๓ ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.
๒๔๙๕
ในสมัยแรกเมื่อครั้งยังไม่ได้ตั้งเป็นวัด
ได้มีพระธุดงค์มาพักเนื่องจากเป็นที่สงบและอยู่ใกล้ริมแม่น้ำ
เหมาะในการเจริญภาวนาอย่างยิ่ง
จึงมีพระภิกษุมาพักเป็นประจำบางครั้งมีหลายๆรูป
แต่ยังไม่มีเสนาสนะพักอย่างถาวร
และเนื่องจากท้องถิ่นภาคใต้ฝนจะตกชุกเป็นพิเศษ
ทำให้เป็นอุปสรรคในการพักบำเพ็ญภาวนา
ชาวบ้านแถบนี้เห็นว่าควรจะมีเสนาสนะสำหรับของพระภิกษุผู้รอนแรม
จึงได้ร่วมกันสร้างที่พักง่ายๆตามฝีมือประสาชาวบ้านชนบท
ด้วยการนำไม้มาสร้างเป็นศาลาโดยแบ่งเป็นห้องเล็กๆมีจำนวนถึง ๙
ห้อง ชาวบ้านเรียกกันว่า
ศาลาเก้าห้องเข้าใจว่าคงจะเรียกตามลักษณะของการแบ่งศาลานั่นเอง
ต่อมาได้มีชาวบ้านบริจาคที่ดินเป็นธรณีสงฆ์เพิ่มเติม
จึงดำเนินการขอยกเป็นวัดโดยตั้งชื่อตามชื่อของหมู่บ้าน
ในสมัยแรกๆนั้นหมู่บ้านชื่อว่า
ดอนท้อน
เพราะลักษณะของหมู่บ้านตั้งอยู่บนพื้นที่ราบดอนริมฝั่งแม่น้ำสวีหนุ่ม
และมีต้นกระท้อนใหญ่เป็นเอกลักษณ์ที่เห็นได้ชัดเจน
(ภาษาท้องถิ่นภาคใต้เรียกต้นกระท้อนว่า ต้นท้อน
ดังนั้นคำว่า ดอนท้อน
หมายถึง ที่ดอนมีต้นกระท้อนใหญ่เป็นจุดสังเกต)
จึงตั้งชื่อวัดตามลักษณะนั้นว่า วัดดอนสะท้อน
จนถึงปัจจุบัน
ข้อมูลประวัติ
เกิด
ประมาณปี พ.ศ.2415
อุปสมบท
-
มรณภาพ วันที่
5
เมษายน พ.ศ.2495
รวมสิริอายุ ประมาณ
80
ปี
เด็กชายทอง
เกิดในครอบครัวชาวนาฐานะพอปานกลาง
การศึกษาเบื้องต้นเหมือนเด็กชนบททั่วไป
ที่ต้องไปเสาะแสวงหาความรู้ที่วัดต่างๆเด็กชายทองก็เช่นเดียวกัน
ย่างเข้าวัยหนุ่มหลังจากเสร็จฤดูทำนาแล้ว
ได้ชวนเพื่อนไปร่ำเรียนวิชาเพื่อเอาไว้ป้องกันตัว
ตามลักษณะนิสัยของหนุ่มๆสมัยนั้น
และเต็มใจบรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาที่วัดอินทคีรี หมู่ที่ ๗
ตำบลพรหมโลก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก
และอุปสมบทที่วัดนี้ได้รับฉายาว่า พุทฺธสุวณฺโณ แปลว่า
ผู้มีผิวพรรณดีดั่งพระพุทธเจ้า โดยอยู่จำพรรษาอยู่ประมาณ ๒
พรรษา
หลังจากนั้นได้ขออนุญาตอาจารย์เพื่อจาริกออกหาความรู้เพิ่มเติม
จึงมาเรียนอยู่ที่วัดพระบรมธาตุอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ๒ พรรษา
แล้วเดินทางไปยังจังหวัดพัทลุงเพื่อหาสำนักเรียนต่อไป
ที่พัทลุงหลวงพ่อได้มาฝากตัวกับพระอาจารย์จันทร์ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ที่ดังขณะนั้น
อยู่พำนักและศึกษาวิชากับท่านพอสมควร
พระอาจารย์จันทร์จึงฝากหลวงพ่อให้เป็นศิษย์เรียนวิชาต่อกับพระอาจารย์ทอง
(ครูทองเฒ่า) วัดเขาอ้อ
ซึ่งเป็นเพื่อนสหธรรมิกของพระอาจารย์จันทร์
ที่วัดเขาอ้อหรือสำนักเขาอ้อ
อันเป็นสำนักเรียนที่เลื่องชื่อที่สุดแห่งจังหวัดพัทลุง
หลวงพ่อได้สหธรรมิกที่แก่พรรษากว่า คือ หลวงพ่อเอียด อริยวํโส
วัดคงคาวงศ์ (พระอาจารย์ของขุนพันธรักษ์ราชเดช)
และเป็นสหธรรมิกที่รู้ใจกันมากที่สุด
เห็นได้จากระยะหลังจากหลวงพ่อมาอยู่ที่วัดดอนสะท้อน
ก็เดินทางไปมาหาสู่กับหลวงพ่อเอียดอยู่เป็นนิตย์
และได้ทดสอบวิชาที่เรียนมาด้วยกันบ่อยๆ
หลังจากที่หลวงพ่อเล่าเรียนวิชาจากสำนักเขาอ้อจนแตกฉานแล้ว
ตั้งใจเดินทางออกธุดงค์ขึ้นไปภาคกลาง
โดยเดินทางตามทางรถไฟมาเรื่อย จนมาถึงจังหวัดหลังสวน
(ปัจจุบันคืออำเภอหลังสวน) หลวงพ่ออยู่จำที่วัดดอนชัยประมาณ ๒
พรรษา
ระหว่างนี้ได้รู้จักและแลกเปลี่ยนวิชาที่ร่ำเรียนมากับเพื่อนสหธรรมิกหลายรูป
เช่น หลวงพ่อพัน วัดในเขา, หลวงพ่อจีต วัดถ้ำเขาพลู, หลวงพ่อพลอย
วัดเชิงคีรี เป็นต้น
จากนั้นหลวงพ่อออกเดินทางมาถึงอำเภอสวี
ได้แวะพักจำที่วัดพระธาตุสวี จึงออกเดินทางต่อมายังวัดดอนสะท้อน
ระหว่างที่พักจำอยู่ที่นี่หลวงพ่อได้สงเคราะห์ชาวบ้านแถบนี้เป็นอันมาก
ด้วยพุทธคุณที่ท่านได้ร่ำเรียนมาทุกครั้งไป
จนชาวบ้านนิมนต์ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนสะท้อน
นับต่อจากหลวงพ่อพันซึ่งท่านได้ไปสร้างวัดขึ้นใหม่ชื่อว่า
วัดหน้าเมรุ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก
(ปัจจุบันยังมีหลักฐานหลงเหลืออยู่)
ระหว่างที่หลวงพ่ออยู่ที่นี่
ด้วยสติปัญญาและพุทธคุณที่หลวงพ่อมีอยู่
ได้ทำนุบำรุงวัดให้เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง สร้างศาสนสถานหลายอย่างและยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
ทั้งเป็นกำลังหลักในการบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุสวี
รวมทั้งตั้งโรงเรียนระดับประถมศึกษา(ประชาบาล)ขึ้นครั้งแรกที่นี่
เข้าใจว่าหลวงพ่อคงมีเจตนาที่ดีและความเมตตาแก่เด็กชนบทที่ไม่ค่อยได้รับการศึกษาเท่าที่ควร
และเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาโรงเรียนที่ ๖ ของจังหวัดชุมพร (ป.ชพ.๖)
ปัจจุบันได้ทำการรื้อถอนเรียบร้อยแล้ว
ด้วยอำนาจพุทธคุณ
หลวงพ่อเป็นที่รู้จักในฐานะเกจิอาจารย์สายใต้
ได้รับนิมนต์เข้าร่วมปลุกเสกหลายจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานครก็หลายครั้ง
จนเป็นสุดยอดเกจิอาจารย์ ๑๐๘ แห่งแผ่นดินสยาม มีศิษยานุศิษย์จำนวนมากหลายฐานะหลายอาชีพ
หลวงพ่อท่านมรณภาพลงที่วัดดอนสะท้อน
เมื่อตอนสายของวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๙๕ ตรงกับวันเสาร์ขึ้น ๙
ค่ำเดือน ๔ รวมสิริอายุ ๗๘ ปี ในงานฌาปนกิจศพหลวงพ่อได้มีญาติโยมศิษยานุศิษย์มาร่วมอย่างล้นหลาม
เสร็จงานแล้วต่างก็แย่งกันเก็บอัฏฐิ(กระดูก)หลวงพ่อเพื่อนำไปบูชาและระลึกถึง
รวมทั้งให้ช่างปั้นปูนฝีมือดีจากบ้านทุ่งคาใช้นามศิลปินว่า
ก.ทุ่งคา ปั้นรูปเหมือนหลวงพ่อเพื่อไว้กราบไหว้สักการะ
ตอนนี้รูปปั้นเหมือนหลวงพ่อประดิษฐานอยู่บนมณฑปตรีมุข
ที่สร้างถวายโดยหลวงพ่อแช่มเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
และจัดงานรำลึกหลวงพ่อทุกวันขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๔ ของท
เหรียญห้อยคอ
เป็นหนึ่งในบรรดาเครื่องรางของขลังที่ชายชาตรีส่วนมากต้องมีไว้กับตัว
จะด้วยมีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองตัวเอง
ด้วยอำนาจพุทธคุณของเหรียญนั้นๆ
ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าแคล้วคลาดปลอดภัย หรือมีสะสมไว้เพราะความชอบ
ผู้ชายส่วนมากจะนิยมชมชอบพระเครื่อง
บ้างก็ชอบเพราะความสวยงามในการออกแบบ
ชอบในความเป็นของเก่าน่าสะสม
หรือชอบเพราะตนเองมีความเคารพศรัทธาในพระเกจิท่านนั้นๆ
จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ สรุปว่าสำหรับคนที่ชอบพระเครื่องแล้ว
ถึงไม่มีไว้ในครอบครองก็ขอให้ได้ชมสักครั้ง
เท่านี้ก็อิ่มตาอิ่มใจกันแล้ว สำหรับเหรียญของหลวงพ่อทองนั้น
ได้เป็นที่รู้จักไม่เฉพาะแต่นักสะสมพระเครื่องในภาคใต้เท่านั้น
แต่เป็นที่ติดตามเสาะหาของเซียนพระเครื่องทั่วประเทศด้วย
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
เหรียญรุ่นแรก สร้างปี พ.ศ.2486
มี 2
เนื้อ คือ เนื้อเงิน และเนื้อทองแดง เป็นเหรียญรูปใบสาเก
รูปเหมือนหน้าตรงครึ่งองค์ ด้านหลังเป็นยันต์ และระบุปี พ.ศ.
นอกจากเหรียญรุ่นแรก ยังมี เสื้อยันต์ ผ้ายันต์ ตะกรุด และแหวน
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในวัตถุมงคลของท่านเด่นทาง
เมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง
|