|
หลวงพ่อน้อย คันธโชโต วัดศีรษะทอง นครปฐม

ประวัติวัดศรีษะทอง
วัดศรีษะทองนั้นได้สร้างขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.
2358 ตรงกันต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ตามตำนานกล่าวไว้ว่า
ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ในครั้งที่สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ และอันเชิญพระแก้วมรกตมาจาก
เวียงจันทร์ได้อพยพชาวลาวเวียงจันทร์มาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมแน่น้ำท่าจีนฝั่งตะวันตกแถววัดกลางคูเวียง
และได้ทำมาหากิน จนมีฐานะขึ้น
จึงมีความศรัทธาที่จะสร้างวัดขึ้นมาได้ช่วยกันถากถางบริเวณที่จะใช้สร้างวัด
จึงได้พบเศียรพระพุทธรูปจึงได้ตั้งชื่อวัดที่สร้างขึ้นว่า
"วัดหัวทอง" ต่อมาทางราชการ ได้ขุดคลองเจดีย์บูชาขึ้น
เพื่อที่จะใช้เป็นเส้นทางพระราชดำเนินนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์
จึงได้ย้ายวัดมาอยู่ริมน้ำ
เพื่อสะดวกในการสัญจรและได้ทำการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดศรีษะทอง"จนมาถึงในปัจจุบันนี้
หลวงพ่อน้อยมีนามเดินว่า "น้อย นาวารัตน์"
เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2435 ตรงกับวันแรม 13 ค่ำ
ปีมะโรง )ที่บ้านตำบลศรีษะทองในปัจจุบัน)
บิดาชื่อนายมาและมารดาชื่อนางมี นาวารัตน์
หลวงพ่อน้อยมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน
หลวงพ่อน้อยท่านเป็นน้องคนสุดท้อง
โยมบิดาของหลวงพ่อน้อยเป็นหมอ รักษาโรคแบบแผนโบราณและเป็นหมอไสยศาสตร์ที่เก่งกล้าทางอาคม
ชาวบ้านเรียกกันว่า "พ่อหมอ" อยู่ยงคงกระพันขนาดเอามีดคมๆ
สับเนื้อหนังตนเองให้ดูได้สบายไม่ระคายเคืองผิวหนังเลย
ในสมัยที่ยังเป็นหนุ่มท่านเคยสู้กับนักเลงต่างบางถึงขั้นถูกรุม
"พ่อหมอ" คนเดียว "พ่อหมอ"
ยังไล่ฟันพวกนักเลงต่างบางด้วยดาบยับเยินไปทุกคน ขึ้นชื่อว่า
"พ่อหมอ"
นักเลงรุ่นนั้นเป็นส่ายหน้าหนีจนเป็นที่เลื่อมใสของคนลาวโดยทั่วไป
ในสมัยที่หลวงพ่อน้อยยังอยู่ในเพศฆราวาสนั้นกล่าวกันว่าท่านเป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็งเป็นอันมาก
ช่วยโยมมารดาทำนาปลูกผักอยู่เป็นประจำครั้นว่างจากงานก็ศึกษาอักขระเลขยันต์คาถาอาคมไสยศาสตร์
ตลอดจนตำรับยาจากโยมบิดาจนเจนจบครั้งเมื่อท่านอายุได้ 21 ปี
เป็นนิมิตหมายที่ดีในวันพฤหัสบดีขึ้น 12 ค่ำ ปีฉลู
ตรงกับวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2456
ท่านก็ได้บวชเข้าสู่ร่มบวรพุทธศาสนาด้วยความศรัทธาอันแน่วแน่ที่มีอยู่เป็นนิสัย
โดยมีพระอธิการยิ้ว เจ้าอาวาสวัดแคเป็นพระอุปฌาจารย์,พระอธิการเกิด
วัดงิ้วรายเป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระภิกษุมุน
วัดกลางคูเวียงเป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า "คนธโชโต"
จำพรรษาอยู่ที่วัดแคอยู่ระยะหนึ่งจึงได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดศรีษะทอง
ในระยะนั้นหลวงพ่อลีเป็น
เจ้าอาวาสอยู่และท่านก็ได้ศึกษาวิชาการต่าง ๆ
ที่ได้สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยที่หลวงพ่อไตรเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีษะทอง
เช่น วิชาการสร้างวัวธนูและราหูอมจันทร์ เป็นต้น
เมื่อหลวงพ่อน้อยได้มีพรรษาที่สูงขึ้นก็พอดีกับพระอธิการช้อยซึ่งเป็นเจ้าอาวาส
ครองวัดต่อจากหลวงพ่อลีได้ลาสิขาไป
บรรดาญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาจึงได้นิมนต์หลวงพ่อน้อยขึ้นเป็นเจ้าอาวาสท่านได้ปฏิบัติตนตามสมควร
ให้สมกับเจตนาของญาติโยมและพัฒนาวัดจนมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก
และต่อมาท่านก็ได้รับตำแหน่งเจ้าคณะตำบลปกครองวัดในเขตตำบลของท่านเป็นตำแหน่งสุดท้าย
หลวงพ่อน้อยท่านได้สร้างพระเครื่องและเครื่องรางของคลังไว้หลายชนิด
แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากคือ "พระราหูอมจันทร์" และ
"พระโคสุลาภ" หรือวัวธนู
แต่ในที่นี้กระผมจะขอกล่าวแต่เพียงพระราหูอมจันทร์
ซึ่งถูกจัดอันดับให้อยู่เป็นหนึ่งในชุดเบญจเครื่องรางและให้การยอมรับมาช้านานเสียก่อน
ข้อมูลประวัติ
เกิด วันที่
14
กุมภาพันธ์ 2435
ตรงกับแรม 13
ค่ำ ปีมะโรง ณ ต.บ้านศีรษะทอง เป็นบุตรของนายมา นางมี นาวารัตน์
อุปสมบท
วันพฤหัสบดีที่ 14
เมษายน
2456
ตรงกับ ขึ้น 12
ค่ำ ปีฉลู
มรณภาพ วันที่
10
ธันวาคา 2488
เวลา 11.00
น.
รวมสิริอายุ
53
ปี
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องรางของขลัง
เช่น ราหูอมจันทร์ แกะจากกะลาตาเดียว วัวธนูทั้งแกะจากวัวกระทิง
และปั้นด้วยครั่งพุทรา ตลอดจนผ้ายันต์ ตะกรุด
ส่วนพระเครื่อง ได้แก่
เหรียญหล่อพิมพ์หยดน้ำ ปี
2487
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง
เมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงที่น่าสนใจ
|