|
หลวงปู่นาค โชติโก วัดห้วยจระเข้ นครปฐม

ประวัติวัดห้วยจระเข้
ตั้งอยู่เลขที่ 447
ถนนพิพิธประสาท ด้านหน้าวัดใกล้คลองเจดีย์บูชา ตำบลพระปฐมเจดีย์
อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เดิมมีชื่อวัดว่า วัดนาคโชติการาม
ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดใหม่ห้วยจระเข้ ปัจจุบันได้ชื่อเป็นทางการว่า
วัดห้วยจระเข้ เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดคือ หลวงปู่นาค โชติโก
(พระครูปัจฉิมทิศบริหาร)
ท่านเป็นผู้สร้างวัดนี้ให้เป็นวัดบริวารขององค์พระปฐมเจดีย์ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 4 หลวงปู่นาค โชติโก เกิดปี พ.ศ. 2358 (ร.ศ.35)
ตรงกับปีกุน จ.ศ. 1177 ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 อุปสมบทเมื่ออายุ
21 ปี ณ พัทธสีมา วัดพระปฐมเจดีย์ ตรงกับปี พ.ศ. 2379 พระอุปัชฌาจารย์ไม่ปรากฏนาม
ทราบแต่พระกรรมวาจาจารย์คือ พระเดชพระคุณ
ท่านเจ้าคุณพระปฐมเจติยานุรักษ์ (หลวงปู่กล่ำ)
เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ได้รับฉายา
"โชติโก"อุปสมบทเป็น
พระภิกษุแล้วจำพรรษาอยู่วัดพระปฐมเจดีย์กับหลวงปู่กล่ำ
เจ้าอาวาสทั้งสองเป็นสหธรรมิก มีความสนิทสนมกันดี
หลวงปู่กล่ำเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาหลวงปู่นาคเป็นรองเจ้าอาวาส
ช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยดีตลอดมา ปี พ.ศ. 2432
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
ทรงโปรดฯแต่งตั้งพระเถระ 4 รูป
เพื่อทำหน้าที่รักษาองค์พระปฐมเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ1.
พระครูปริมานุรักษ์ (นวม พรหมโชติ) วัดสรรเพชร
รักษาด้านทิศตะวันออก2. พระครูทักษิณานุกิจ (แจ้ง ธมมสโร)
วัดศิลามูล รักษาด้านทิศใต้3. พระครูปัจฉิมทิศบริหาร (นาค
โชติโก) วัดห้วยจระเข้ รักษาด้านทิศตะวันตก4. พระครูอุตตรการบดี
(ทา) วัดพะเนียงแตก รักษาด้านทิศเหนือหลวงปู่นาค ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่
พระครูปัจฉิมทิศบริหาร
ทำหน้าที่รักษาองค์พระปฐมเจดีย์ด้านทิศตะวันตก
และยังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะมณฑลนครชัยศรี
ถ้าเปรียบสมัยนี้เท่ากับรองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม
ข้อมูลประวัติ
เกิด
ประมาณ ปี พ.ศ.2358
อุปสมบท ณ วัพพระปฐมเจดีย์
มรณภาพ ปี พ.ศ.2452
รวมสิริอายุ
94
ปี
หลวงปู่นาค
สร้างพระปิดตามหาอุตม์ เนื้อเมฆพัด เมื่อ พ.ศ. 2432
ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่หลวงปู่นาคได้รับพระราชทานสมณศักดิ์
หลวงปู่นาคท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการสร้างเนื้อเมฆพัดมาก
การผสมเนื้อแร่ต่างๆ การปั้นพิมพ์
และการเทหล่อองค์พระท่านทำด้วยตัวท่านเอง
องค์พระที่ท่านหล่อออกมาสวยงาม ไม่มีรอยตะเข็บ ไม่เป็นฟองอากาศ
เนื้อพระเป็นสีดำอมเขียว สีดำเงาคล้ายปีกแมลงทับ สวยงามพิสดาร
เนื้อพระผิวตึง สมบูรณ์แบบด้านรูปทรง ว่ากันว่า "หลวงปู่นาค"
กับ"หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว" มีความสนิทสนมกัน
เป็นสหธรรมิกรุ่นน้อง(หลวงปู่นาค มีอายุมากกว่าหลวงปู่บุญ 35 ปี)
และมีการแลกเปลี่ยนวิชาซึ่งกันและกันด้วย
โดยหลวงปู่บุญขอเรียนวิชาการสร้างเนื้อเมฆพัดไปจากหลวงปู่นาคส่วนหลวงปู่นาคก็ได้ขอเรียนวิชาอื่นจากหลวงปู่บุญไปเป็นการแลกเปลี่ยน
สำหรับหลวงปู่บุญท่านได้ก็สร้างพระเนื้อเมฆพัดขึ้นจำนวน
หนึ่ง
ซึ่งพระเนื้อเมฆพัดของหลวงปู่บุญที่ท่านสร้างเองลักษณะเนื้อจะเหมือนๆ
ของหลวงปู่นาคมากผิดกับเนื้อเมฆพัดพิมพ์กลีบบัว
และพิมพ์ปิดตาที่วางตามสนามทั่วๆ ไป
ซึ่งเป็นพระที่สั่งทำจากโรงงานมาปลุกเสกทีหลังในการสร้างพระปิดตาของหลวงปู่นาคท่านสร้างหลายครั้งด้วยกัน
สร้างไปเรื่อยๆตามแต่จะมีโอกาส พระปิดตาของท่านจึงมีประมาณ 4-5
พิมพ์ นับแล้วพระปิดตาห้วยจระเข้ก็มีอายุร่วมๆ
หนึ่งร้อยปีเห็นจะได้เอกลักษณ์ของพระปิดตาห้วยจระเข้นอกจากจะดูพิมพ์เป็นหลักแล้ว
พระปิดตาห้วยจระเข้จะต้องมีการลงเหล็กจารทุกองค์ด้วย
ในการลงเหล็กจารนั้นมีเรื่องเล่ากันว่าหลวงปู่นาคท่านนำเอาพระปิดตาที่สร้างเสร็จแล้วไปลงเหล็กจารที่ท่าน้ำข้างๆ
วัด โดยท่านจะนำลงไปจารอักขระใต้น้ำ
เมื่อจารเสร็จแล้วก็จะปล่อยให้พระปิดตาลอยขึ้นมาเหนือน้ำเองโดยมีลูกศิษย์ที่อยู่บนฝั่งคอยเก็บ
ถ้าพระปิดตาองค์ไหนลงจารแล้วไม่ลอยน้ำขึ้นมา
แสดงว่าพระปิดตาองค์นั้นไม่มีพลังพุทธคุณ
อันอาจจะเกิดอักขระวิบัติจากการจารอักขระก็ได้การที่พระเกจิอาจารย์ท่านใดสามารถดำลงไปทำวัตถุมงคลใต้น้ำได้นานๆ
แบบนี้ ก็แสดงว่าพระเกจิอาจารย์ท่านนั้น
สำเร็จวิชากสิณที่สามารถแปลงธาตุน้ำให้เป็นช่องว่างมีอากาศหายใจได้
นอกจากการจรอักขระพระปิดตาใต้น้ำแล้ว
หลวงปู่นาคท่านก็มีวิธีการจารอักขระอีกวิธีหนึ่งคือ
ท่านจะไปจารที่กลางทุ่งนา หรือในป่าริมคลองที่มีปูอาศัยอยู่มากๆ
เมื่อไปถึง และหารูปูเจอแล้ว
ท่านก็จะยืนโดยเอาหัวแม่เท้าขวาอุดที่ปากรูปู
จากนั้นก็จะกำหนดจิตบริกรรมคาถา และลงเหล็กจารไปพร้อมๆ กัน
ขณะนั้นทั่วทั้งทุ่ง และป่าริมคลองนั้นจะเงียบสงัดทันที เสียงนก
หรือแมลงร้องจะไม่มีได้ยิน
สัตว์ทุกตัวที่อยู่บริเวณนั้นจะหยุดนิ่งชะงักเป็นจังงังกันหมด
เมื่อท่านผ่อนคลายกำหนดจิตจากการลงอักขระเสร็จแล้วนั่นแหละ
ทุกอย่างจึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ก่อนที่จะกลับหลวงปู่นาคท่านจะทำน้ำมนต์รดที่รูปูนั้นเพื่อเป็นการคลายอาคม
หากมิเช่นนั้นปูที่อยู่ในรูจะออกมาไม่ได้
หรือถ้าปูอยู่ข้างนอกก็จะกลับลงรูไม่ได้เหมือนกันอักขระที่ท่านใช้คือ
"นะคงคา" เป็นตัวหลัก เพราะหลวงปู่นาคสำเร็จ อาโปกสิน
วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกจึงหนักไปทางพลังเย็นเร้นเข้มขลังอย่างเอกอุ
จากพิธีกรรมการสร้างอันเข้มขลังนี้เอง
จึงทำให้พระปิดตาห้วยจระเข้เป็นจักรพรรดิของพระปิดตาเนื้อเมฆพัดทั้งปวง
แต่พระปิดตาห้วยจระเข้ไม่ใช่มีแต่เฉพาะเนื้อเมฆพัดชนิดเดียว
แต่ได้มีชนิดที่สร้างด้วย "เนื้อชิน" อีกด้วย
ซึ่งพระปิดตาห้วยจระเข้เนื้อชินเป็นแบบ "ชินตะกั่ว" โดย
หลวงปู่นาคท่านนำเอาแผ่นตะกั่วมาลงอักขระแล้วหลอมเทเป็นพระปิดตา
และลงเหล็กจารด้วยกรรมวิธีการเช่นเดียวกับพระปิดตาเนื้อเมฆพัด
กล่าวถึงพระปิดตาห้วยจระเข้เนื้อชินตะกั่วนี้ก็มีการสร้างในยุคแรกๆ
เป็นพระปิดตาที่หลวงปู่นาคท่านสร้างขึ้นก่อนที่ท่านจะสร้างเนื้อเมฆพัดได้สำเร็จ
แต่ในการเล่นหาพระปิดตาห้วยจระเข้เนื้อชินตะกั่วจะถูกกว่าเนื้อเมฆพัด
พ.ศ. 2441 หลวงปู่นาค โชติโก ได้ย้ายจากวัดพระปฐมเจดีย์
มาสร้างวัดห้วยจระเข้ เพื่อให้เป็นวัดบริวารขององค์พระปฐมเจดีย์
ตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
ซึ่งพื้นที่บริเวณนั้นเป็นป่ารก มีสัตว์ป่าชุกชุม
ลำห้วยมีจระเข้มาก ริมคลองเจดีย์บูชา
อันเป็นคลองประวัติศาสตร์ที่ทรงโปรดฯให้ขุดขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2407
เพื่อเชื่อมต่อกับแม่น้ำนครชัยศรี
ให้เป็นเส้นทางเสด็จมานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ทางชลมารค
หลวงปู่นาคใช้เวลา 3 ปี จึงสร้างวัดสำเร็จ
ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา โดย สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยพระองค์เอง
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2443 โดยให้ชื่อว่า
"วัดห้วยจระเข้"หลวงปู่นาค
จัดเป็นพระปรมาจารย์เมืองนครปฐมในสมัยแรก
เป็นต้นตำรับพระปิดตาเนื้อเมฆพัด พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 6 และกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อคราวเสด็จประพาสพักแรม
ณ พระราชวังสนามจันทร์
จะต้องเสด็จแวะกราบนมัสการหลวงปู่นาคเป็นประจำ
และหลวงปู่นาคได้มอบพระปิดตาทั้งสองพระองค์
ไว้บูชาคู่พระวรกายด้วยหลวงปู่นาค โชติโกไ ด้เป็นผู้สร้างวัดห้วยจระเข้ร่วมกับประชาชน
ปกครองวัดมานาน 11 ปี ถึงกาลละสังขารเมื่อปี พ.ศ. 2453 ด้วยโรคชรา
รวมอายุได้ 95 ปี 74 พรรษา ก่อนที่หลวงปู่นาคท่านจะมรณภาพ
ก็ได้ถ่ายทอดวิชาการสร้างพระปิดตาให้กับ "หลวงปู่ศุข"
ลูกศิษย์ซึ่งต่อมาหลวงปู่ศุขท่านก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้ต่อจากหลวงปู่นาค
หลวงปู่ศุขท่านนี้ก็เป็นพระเกจิอาจารย์ของเมืองนครปฐมที่มีชื่อเสียงรุ่นราวคราวเดียวกับ
"หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง" และ "หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา"
ที่มีคนนับถือมากเช่นกัน หลวงปู่ศุขท่านสร้างพระปิดตาเนื้อเมฆพัดพิมพ์แบบเดียวกับหลวงปู่นาคทุกอย่าง
เพียงแต่ท่านไม่ได้ลงเหล็กจารเพื่อให้มีความแตกต่างไม่เป็นการวัดรอย
เท้าอาจารย์ แต่ก็มีบ้างอยู่เหมือนกันที่มีการเอาพระปิดตาหลวงปู่ศุขมาลงเหล็กจารแล้วหลอกขายเป็นของหลวงปู่นาคเพื่อให้ได้ราคาสูง
จึงควรพิจารณารอยเหล็กจารว่าต้องมีความเก่า
ถ้าเป็นรอยจารใหม่แต่เป็นพิมพ์เดียวกันก็แสดงว่าเป็นของลูกศิษย์แน่ครับปัจจุบันพระปิดตาห้วยจระเข้กลายเป็นพระปิดตาที่หายากอีกสำนักหนึ่งของวงการ
ราคาก็มีการเล่นหาสูงตั้งแต่หลักหมื่นอ่อนๆ ถึงหลักหมื่นกลางๆ
จนเลยถึงหลักแสนไปแล้วก็มี
แต่ของเก๊ก็เพียบเหมือนกันการ์ดไม่สูงโดนเหมือนกันหมด
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
พระปิดตาเนื้อเมฆพัตรของท่าน
เป็นหนึ่งในเบญจภาคีพระปิดตา เนื้อโลหะ สร้างประมาณปี
2432-2435
พระปิดตาของหลวงปู่นาคมีทั้งหมด
5
พิมพ์ แต่พิมพ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ พิมพ์ท้องแฟบ
พิมพ์ท้องป่อง และพิมพ์หูกระต่าย
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง เมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงที่น่าสนใจ
|