ข้อมูลประวัติ
เกิด วันจันทร์ที่
3
กรกฎาคม 2391
ณ ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน สมุทรสาคร เป็นบุตรของ นายเส็ง นางลิ้ม
เป็นบุตรคนโตในจำนวน 6
คน
บรรพชา อายุ
15
ปี ณ วัดคงคาราม (วัดกลางบางแก้ว)
อุปสมบท อายุ
22
ปี ตรงกับวันที่ 21
มิถุนายน 2412
ณ วัดกลางบางแก้ว
มรณภาพ
8
เมษายน 2478
สิริอายุ
87
ปี 56
พรรษา
หลวงปู่บุญ เกิดที่
ตำบลบ้านนางสาว อำเภอตลาดใหม่ เมืองนครชัยศรี มณฑลนครชัยศรี
ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นบ้านตำบลท่าไม้ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
ส่วนในปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน
จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก
จุลศักราช ๑๒๑๐ สัมฤทธิ์ศก เวลาใกล้รุ่ง ตรงกับวันที่ ๓ กรกฎาคม
พ.ศ. ๒๓๙๑ อันเป็นปีที่ ๒๕ แห่งแผ่นดิน
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ ๓ ) บิดาชื่อเส็ง
มารดาชื่อลิ้ม หลวงปู่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๖ คน
ท่านเป็นบุตรชายหัวปี มีน้องชาย และน้องสาว ๖ คน คือ นางเอม นางบาง
นางจัน นายปาน และนางคง
พระวินัยกิจโกศล ( ตรี ปธ.๗ ) อดีตเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร
ได้บันทึกไว้ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ในหนังสือ บุญวิธี ว่า
เมื่อยังเยาว์เป็นไข้หนักถึงแก่สลบไม่หายใจ
พวกผู้ใหญ่เข้าใจว่าตายเสียแล้ว
ระหว่างที่จัดแจงจะเอาไปฝังกันได้กลับฟื้นขึ้นมา
จึงได้รับการรักษาพยาบาลต่อมาจนหายเป็นปกติ
บิดามารดาได้ถือเอาเรื่องหายจากไข้ ครั้งนั้นเป็นนิมิตดี
จึงให้ชื่อว่า บุญ
ใน สมัยที่หลวงปู่บุญยังเยาว์วัยอยู่
บิดามารดาได้ย้ายบ้านจากบ้านตำบลนางสาวไปอยู่ที่ตำบลบางช้างประกอบอาชีพทาง
ทำนา ต่อมาบิดาท่าน ได้เสียชีวิตลงเมื่ออายุท่านได้ ๑๓ ปี
ป้าของท่านซึ่งมีความคุ้นเคยกันดีกับท่านปลัดทอง วัดคงคาราม
จึงพาท่านไปฝากให้ศึกษาเล่าเรียนกับพระปลัดทอง วัดคงคาราม (
วัดกลางบางแก้ว )
เมื่อท่านปลัดทองมองเห็นบุคลิกลักษณะของท่านก็หยั่งรู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้มี
บุญสมชื่อ และมีความสามารถที่จะศึกษา
ได้กระจ่างแจ้งทำความเจริญให้กับพระพุทธศาสนาต่อไป
จึงได้ขอท่านกับโยมป้าว่าขอให้อยู่กับท่านปลัดทองตลอดไป
หลัง
จากนั้นท่านปลัดทองจึงได้สั่งสอนพื้นทางคัมภีร์มูลบทสรรพกิจสนธิมูลกัจจายน์
ภาษาไทย และขอมให้จนหลวงปู่บุญมีความเชี่ยวชาญชำนาญดี
เพราะมีปัญญาไวเรียนสิ่งใดก็รู้แจ้งแท้ตลอดในเวลาอันรวดเร็ว
จน อายุได้ ๑๕ ปี ก็สามารถท่องบทสวดมนต์ได้มากมาย
ท่านปลัดทองจึงได้บรรพชา ให้เป็นสามเณร เพื่อศึกษาคันถธุระ
และวิปัสสนาธุระ
ซึ่งท่านปลัดทองก็พยายามฝึกฝนจนหลวงปู่บุญมีความคล่องแคล่ว
จนอายุท่านได้ ๑๙ ปี ก็เกิดเจ็บป่วยหนัก รักษาเท่าใดก็ไม่หาย
ท่านปลัดทองจึงได้ตรวจชะตาของท่านดูก็ทราบว่าเป็นอย่างไร
จึงได้บอกหลวงปู่บุญ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเณรบุญว่า
จะต้องลาสึกจากสามเณรเสียก่อน แล้วกลับไปรักษาตัวกับมารดา
เมื่ออายุครบด้วย ๒๒ ปี โรคาจะหายจึงจะมาอุปสมบทต่อไปได้
เล่าว่าครั้งนั้นสามเณรบุญถึงกับน้ำตาไหล
เพราะจิตใจฝากฝังไว้ในเพศบรรพชิตเป็นมั่งคงแล้ว มิอยากจะลาไป
แต่ก็มั่นใจเรื่องในท่านอาจารย์ปลัดทองที่ได้พยากรณ์เอาไว้ว่าจะกลับมา
ท่าน จึงได้ครองฆราวาสรักษาร่างกายจนกว่าจะหายเป็นปกติดี ก็อายุ ๒๒
ปี ตรงตามคำพยากรณ์ของท่านปลัดทอง นับว่าท่านปลัดทององค์นี้
มีปรีชาทางญาณหยั่งรู้สึกซึ้งมาก
เสียดายที่มิอาจเขียนประวัติท่านได้
เรื่องราวของท่านผู้ที่รู้เสียชีวิตไปหมดแล้ว
มีเรื่องเล่าว่าท่านปลัดทองนั้นมีอภินิหารมากเรื่องหนึ่ง
ควรบันทึกไว้เพราะต่อไปจะสูญหาย
คือวัดกลางบางแก้วนั้นอยู่ติดแม่น้ำนครชัยศรี ปีไหน
น้ำมากก็ท่วมบริเวณวัดทั้งหมดแต่เมื่อครั้งท่านปลัดทองอยู่
น้ำไม่เคยท่วมวัดให้ได้รับความเสียหายเลย
ท่านจะนำทรายมาเสกแล้วให้ลูกศิษย์เอาไปโรยไว้รอบ ๆ
วัดเมื่อน้ำเหนือหลากมา ท่านจะเข้าไปนั่งในโบสถ์ ทำการสะกดน้ำ
มิให้ไหลเข้ามาท่วมวัดได้
เรื่องนี้ผู้เฒ่าแห่งแม่น้ำนครชัยศรีเล่าให้ฟัง นับว่าบารมีและ
กฤตยาคมของท่านปลัดทองนั้นสูงส่งจริง ๆ อีกเรื่องหนึ่งคือ
ท่านสามารถระเบิดน้ำลงไปปักเสาศาลาท่าน้ำของวัดได้โดยจีวรไม่เปียก
โดยยกเสาได้เพียงองค์เดียวคือทำของหนักให้เบาได้นั่นเอง
วิชานี้ภายหลังหลวงพ่อจ้อยวัดบางช้างเหนือได้เสกมีดโยนลอยน้ำได้คงได้วิชา
จากท่านปลัดทองเพราะวัดอยู่ไม่ห่างกันมาก
และหลวงพ่อจ้อยเป็นพระรุ่นราวคราวเดียวกันกับหลวงปู่บุญ
เมื่ออายุท่านได้ ๒๒ ปี หายจากโรคภัยไข้เจ็บ จึงได้เข้าอุปสมบท ณ
พัทธสีมา วัดกลางบางแก้ว ซึ่งท่านเคยบรรพชาเป็นสามเณรมาก่อน
และเล่าเรียนวิชามากับพระปลัดทอง เมื่อวันจันทร์ เดือน ๘ ขึ้น ๑๕
ค่ำ ปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๒๓๑ เวลาบ่าย ตรงกับวันที่ ๒๑ มิถุนายน
๒๔๑๒ โดยมีพระอันดับ ๓๐ รูป พระ ปลัดปาน เจ้าอาวาสวัดตุ๊กตา
เป็นอุปัชฌาย์ พระปลัดทอง เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว พระอธิการทรัพย์
วัดงิ้วราย พระครูปริมานุรักษ์ วัดสุประดิษฐาราม และ พระอธิการจับ
วัดท่ามอญ
ร่วมกันแบ่งภาระหน้าที่ในการให้สรณาคมน์กับศีลและการสวดกรรมวาจา
การที่มีพระอาจารย์ร่วมพิธีถึง ๔
องค์ก็ด้วยพระเถระเหล่านี้เป็นที่เคารพนับถือ ของโยม หลวงปู่บุญ
จึงต้องนิมนต์ทั้งหมด
เมื่ออุปสมบทแล้วได้ฉายาว่า ขนฺธโชติ
หลังจากอุปสมบทท่านได้ศึกษาคันถธุระและ วิปัสสนาธุระและพุทธาคมกับ
ท่านปลัดทอง และปลัดปาน ผู้เป็นอุปัชฌาย์ของท่าน
ปลัดทองและปลัดปานนั้นท่านเป็นสหายกัน
เล่ากันว่าเป็นพระที่มีเวทย์วิทยาคมเก่ากล้าทั้งคู่
สำหลับพระปลัดปาน นั้น ท่านพระครูธรรมวิจารณ์ (ชุ่ม)
เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม (วัดชีปะขาว) บางกอกน้อยขณะเมื่อปี
พ.ศ.๒๔๑๗ อายุ ๙๗ ปีได้เล่าให้ อาจารย์ตรียัมปราย ฟังว่า
หลวงปู่บุญท่านนั้นได้เล่าเรียนและถ่ายทอดเวทย์วิทยาคมจากพระปลัดปานไว้ได้
ทั้งหมดและศิษย์ของพระปลัดปานอีกองค์หนึ่งคือ พระธรรมปิฎก ( น่วม )
วัดสระเกศกรุงเทพฯ พระปลัดปานวัดตุ๊กตาองค์นี้
ท่านได้สร้างลูกอมไว้ มีความศักดิ์สิทธิ์ทางเมตตามหานิยมมาก
มีลักษณะเป็นเม็ดกลมเนื้อแน่นเป็นมันวาวสีชมพูอ่อน
หากใครเคยพบหรือมีอยู่จงเก็บไว้ให้ดี เพราะยอดเยี่ยมทางเมตตามาก
อภินิหารของท่านปลัดปานมีเรื่องเล่ากันมาว่าท่านมีเมตตาบารมีสูงมากขนาดมี
นก กา เหยี่ยว มาอาศัยทำรังอยู่ที่ต้นมะขวิดภายในวัดเต็มไปหมด
ถึงเวลาเช้าท่านฉันเสร็จแล้วจะนำอาหารไปให้นกกิน
ท่านสามารถเรียกอีกาและเหยี่ยวซึ่งเป็นนกที่ไม่มีความเชื่องได้ง่าย
ๆ มาเกาะบนมือแล้วลูบหัวเล่นได้ นอกจากนั้นยังเล่ามาว่า
ท่านสำเร็จวิชาทางเรียกเนื้อเรียกปลาคือใช้พระคาถา
มหาจินดามณีมนตราคม ได้เชี่ยวชาญเกิดผลศักดิ์สิทธิ์นั้นเอง
เพราะท่านสามารถเรียกปลาในคลองบางแก้ว
ซึ่งอยู่หน้าวัดให้ขึ้นมาเต็มไปหมดในงานกฐินเพื่อให้ชาวบ้านได้ชมกัน
นับว่าท่านเป็นเถราจารย์ที่น่าศึกษามากอีกองค์หนึ่งเสียดายที่คนเก่า
ๆ ที่พอจะรู้เรื่องดีได้สูญสิ้นไปหมดแล้ว
ดังนั้นการศึกษาทางด้านวิปัสสนาธุระและ
เวทย์วิทยาคมของหลวงปู่บุญนั้น
ท่านจึงได้รับการถ่ายทอดจากท่านปลัดทอง และปลัดปานเป็นหลัก
และนับว่าหลวงปู่เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ทางนี้โดยตรง
เพราะเล่ากันว่าท่านสามารถทำของได้ศักดิ์สิทธิ์
และเชี่ยวชาญทางวิปัสสนาธุระตั้งแต่อายุยังน้อย
เคยแสดงอภินิหารและความแก่กล้าทางวิปัสสนาให้ สมเด็จพระสังฆราช (
แพติสเทวเถระ ) ได้เห็นเมื่อครั้งที่ สมเด็จฯ ยังเป็น
พระพรหมมุนี
ซึ่งทรงยกย่องโปรดปรานหลวงปู่เป็นพิเศษในฐานะเพื่อนสนิท
ส่วนเรื่องการธุดงควัตรนั้นจากการสืบเรื่อง ราวโดยละเอียดแล้ว
ปรากฏว่าในชีวิตของหลวงปู่เคยออกธุดงควัตรหลายครั้ง ครั้งละนาน ๆ
จนมีความชำนาญ เมื่อพระภายในวัดและละแวกวัดใกล้เคียงในสมัยนั้น
จะออกธุดงค์
จะต้องไปขอขึ้นธุดงค์กับท่านและท่านสามารถคุ้มครองพระที่ออกธุดงค์ให้สามารถ
เดินทางได้ด้วยความปลอดภัย
และหยั่งรู้ทุกขณะด้วยญาณวิถีอันแก่กล้าของท่าน
ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๑๘ พระปลัดทอง อาจารย์ของหลวงปู่บุญก็มรณภาพ
ทางอุบาสกอุบาสิกาก็นิมนต์พระอาจารย์แจ้งเป็นเจ้าอาวาสจนถึงปี พ.ศ.
๒๔๒๘ พระอาจารย์แจ้งซึ่งชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อแก่
ก็มรณภาพลงเพราะท่านชราภาพมากแล้ว
ทางอุบาสกอุบาสิกาและกรรมการวัดตลอดจนชาว
บ้านที่เห็นการปฏิบัติของหลวงปู่เป็นที่น่าเลื่อมใสจึงได้ร่วมใจกันนิมนต์
ให้ท่าน เป็นเจ้าอาวาสสืบแทน ดังนั้น ทางคณะสงฆ์ซึ่งเห็นชอบด้วย
จึงได้แต่งตั้งหลวงปู่บุญให้เป็นเจ้าอาวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๙
ขณะนั้นท่านมีอายุพรรษาได้ ๑๖
จึงได้ปกครองดูแลสืบต่อจากพระอาจารย์แจ้งเป็นต้นมา
หลวงปู่บุญเป็นพระที่หนักในทางวิปัสสนา กรรมฐาน
ดังนั้นเมื่อได้ปกครองดูแลพระเณรในวัดจึงได้อบรมทั้งทางคันธธุระ
และวิปัสสนาธุระให้แก่บรรดาลูกศิษย์ทั่วไปซึ่งก็ปรากฏว่ามีฆราวาสจำนวนมาก
ให้ความสนใจเข้ามาเรียนวิปัสสนากับท่านจำนวนไม่น้อย
จนภายหลังหลวงปู่ได้จัดสถานที่สำหรับฝึกสอนวิปัสสนาขึ้นโดยเฉพาะเป็นศาลาทรง
แปดเหลี่ยมขนาดใหญ่อยู่หน้าวัดแถบด้านเหนือใกล้แม่น้ำ
ซึ่งในสมัยนั้นนับว่ามีทำเลมีเหมาะสม เพราะใกล้แม่น้ำลมพัดเย็นสบาย
ศาลาดังกล่าวนี้ได้มีสืบมาจนถึงทุกวนนี้
ภารกิจที่หลวงปู่เคร่งครัดปฏิบัติมิได้ขาด จวบจนชราภาพ คือ
การลงกระทำอุโบสถทุกวันเช้าและเย็นและหลังจากเสร็จจากบทสวดมนต์แล้วท่านจะทำ
การหยิบยกข้อธรรมขึ้นมาแจกแจงอธิบายในพระอุโบสถ
เพื่อให้พระภิกษุและสามเณรมีความเข้าใจที่ถูกต้อง
เว้นแต่ในช่วงที่ท่านต้องไปธุรกิจที่อื่นเท่านั้น
ท่านก็จะมอบให้พระอื่นทำหน้าที่แทนก่อน
กิจวัตรข้อนี้สิบต่อมาจนกระทั่งหลวงปู่เพิ่มก็ได้ปฏิบัติตาม
จนภายหลังหลวงปู่เพิ่มชราภาพมากท่านจึงได้แต่สวดมนต์อยู่แต่เฉพาะในกุฏิของ
ท่าน
ด้วยความสามารถ ซึ่งเอกอุดมด้วยกฤตยาคม
และอำนาจญาณอันแก่กล้าของหลวงปู่ท่านสามารถคลี่คลายอธิกรณ์
ซึ่งเกิดขึ้นในคณะสงฆ์ปกครองได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่มีพระภิกษุ
สามเณรองค์ใดกล้ากล่าวเท็จกับท่าน
เมื่อท่านเรียกเข้ามาสอบสวนทวนความ การให้การจะเป็นจริงทุกสิ่งอัน
นอกจากนั้น ตบะเดชะของท่ายังเร้นไว้ด้วยอำนาจอันเข้ม
คนรุ่นเก่ายุคนั้นเล่าลือกันสืบมาจนทุกวันนี้ว่า
ไม่มีใครเลยที่กล้าสบตากับท่านได้
ทั้งนี้โดยแท้แล้วท่านไม่ใช่เป็นคนดุ
แต่ท่านมีเมตตาธรรมใจคอเอื้อเฟื้อกว้างขวาง
เพียงแต่อำนาจและตบะของท่านโดยแท้ที่แก่กล้า
ด้วยคุณงามความดี และปรีชาสามารถของหลวงปู่
จึงได้รับพระราชทานพระครูโปรดเกล้าให้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครูชั้น
สัญญาบัตรที่ พระครูพุทธวิถีนายก
และเลื่อนฐานะตำแหน่งการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็น
ประธานกรรมการคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี
เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ขณะนั้นท่านมีอายุพรรษาได้ ๔๙
พรรษา ในโอกาสนี้เองที่บรรดาศิษย์ได้จัดงานฉลองกันเป็นการใหญ่
ปรากฏว่า สมเด็จพระสังฆราช ( แพ ) ครั้งที่เป็น พระพรหมมุนี
ได้มาร่วมงานโดยมี พระครูวินัยกิจโกศล ( ตรี ปธ. ๗ )
เจ้าอาวาสกัลยาณมิตรในครั้งนั้นมาเป็นแม่งาน
มีพระภิกษุจากอารามต่าง ๆ ในจังหวัดนครปฐม
สมุทรสาครและสุพรรณบุรีมาร่วมงานฉลองศักดิ์หลวงปู่เป็นจำนวนมามาย
เล่ากันว่าต้องจัดหาที่พักให้หลายวัดบริเวณใกล้เคียงแน่นเต็มไปหมด
แสดงให้ เห็นถึงความศรัทธาเลื่อมใสที่ประชาชนและพระภิกษุสามเณร
ในจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรีที่มีต่อท่านอย่างท่วมท้น
สานุศิษย์ของหลวงปู่บุญนั้นมีมากมาย
ที่ได้ผ่านการอบรมสั่งสอนออกไปบางองค์ก็ครองเพศบรรพชิตอยู่มีชื่อเสียง
กิตติคุณโด่งดัง
บางคนก็ลาสิกขาออกไปประกอบอาชีพเจริญรุ่งเรืองอยู่จนบัดนี้ก็จำนวนไม่น้อย
แต่ก็เป็นการยากที่จะมาลำดับกล่าวไว้ในที่นี้
ครั้นลุถึงวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ ปีชวด ตรงกับวันที่ ๓๐
มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘
เวลาเช้ามีชาวบ้านมาทำบุญถวายอาหารหลวงปู่บุญเป็นอันมากเพราะเป็นวันพระ
ขึ้น ๘ ค่ำ หลวงพ่อวงษ์ วัดเสน่หา
ได้มาเยี่ยมท่านแต่เช้าและหลวงปู่ออกรับประเคนเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มฉัน
อาหารเมื่อฉันอาหารเสร็จจึงเข้ากุฏิทำการสวดมนต์ต่อหน้าที่บูชาซึ่งท่าน
ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ
แต่แปลกตรงที่ว่าเมื่อท่านสวดมนต์แล้วท่านกลับมานั่งสมาธิต่ออีกเป็นเวลานาน
คล้ายจะปลุกเสกอะไรสักอย่าง
หลวงปู่เพิ่มเล่าว่าธรรมดาท่านจะนั่งตอนกลางคืนหรือในพระอุโบสถ
แต่วันนั้นท่านนั่งที่หน้าโต๊ะพระเป็นเวลานานเมื่อออกจากวิปัสสนาแล้วท่าน
ได้เรียกหลวงปู่เพิ่มเข้าไปบอกว่ามีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง
หลวงปู่เพิ่มบอกว่าจะไปนำยามาถวายท่าน ท่านว่าไม่ต้อง
จากนั้นท่านก็มีอาการคล้ายถ่ายท้องแล้วเรียกหลวงปู่เพิ่มเข้าไปหายังที่จำ
วัดพร้อมกับหลวงพ่อวงษ์ บอกให้หลวงพ่อวงษ์จุดเทียนที่โต๊ะบูชาพระ
หลวงพ่อวงษ์ก็พยายามจุดเทียนทั้งคู่พอเทียนติดก็พลันก็ลมกรรโชกมาทำให้เทียน
ดับ
หลวงพ่อวงษ์ก็จุดใหม่ลมก็กรรโชกมาดับทั้งสามครั้งเมื่อจะจุดครั้งที่สี่นั่น
เองท่านก็โบกมือห้ามเอาไว้
จากนั้นท่านก็ประสานมือทั้งสองข้างไว้บนหน้าอก
ละทิ้งสังขารไปอย่างสงบเฉกเช่นผู้ล่วงความทุกข์ทั้งมวลทิ้งปริศนาเอาไว้ว่า
เทียนที่จุดไม่ติดทั้งสามครั้งนั้นคือสังขารมีมาถึงจุดดับไม่มีสิ่งใดจะห้าม
ได้ ขณะที่ท่านทิ้งสังขารเป็นเวลา ๑๐.๔๕ น. พอดี
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
วัตถุมงคลของท่านล้วนแต่ได้รับความนิยมแพร่หลายมีหลายชนิด เช่น
เหรียญ พระชัยวัฒน์ พระเนื้อดิน พระเนื้อผงยา
และเครื่องรางของขลัง อีกมากมาย
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง เมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง
http://www.watkbk.com/page.php?a=1&n=204
สถานที่ท่องเที่ยว