|
หลวงพ่อพัว
เกสโร วัดจันทร์ประดิษฐาราม สุราษฎร์ธานี

ที่ตั้ง
บ้านบางเดือน ตำบลบางเดือน อำเภอพุนพิน
(เดิมอำเภอพุมดวง) จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ข้อมูลประวัติ
เกิด วันพุธที่
7
ธันวาคา 2419
ณ บ้านบางเดือน พุนพิน สุราษฎร์ธานี เป็นบุตรของ นายแก้ว
นางหืด จิตรัตน์
บรรพชา อายุ
15
ปี ณ วัดท่าโขลง
อุปสมบท ปี
2440
ณ พัทธสีมาวัดท่าโขลง
มรณภาพ วันอาทิตย์ที่
31
มกราคม 2508
ตรงกับแรม 14
ค่ำ เดือน 2
เวลา 16.05
น.
รวมสิริอายุ
88
ปี 1
เดือน 24
วัน
นามเดิมลันามสกุล พัว จิตรัตน์ นามบิดา
นายแก้ว จิตรัตน์ มารดา นางหีต + เกิดวันพุธ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๑
ตรงกับปีชวด วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๑๙ อายุ ๘๘ พรรษา ๖๘ ชาติภูมิ
บ้านบางเดือน ตำบลบางเดือน อำเภอพุนพิน (เดิมอำเภอพุมดวง)
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดจันทร์ประดิษฐาราม วัดสถิตคีรีรมย์
และเจ้าคณะอำเภอคีรีรัฐนิคม (ท่าขนอน) กิ่งอำเภอพนม
เป็นพระอุปัชฌายะในคณะมหานิกาย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ท่านพระครูสถิตสันตคุณ (หลวงพ่อพัว เกสโร)
เป็นบุตรคนสุดท้องของบิดา มารดา ในจำนวนพี่น้องทั้งสิ้น ๔ คน คือ +
๑ นายชุ่ม ติตรัตน์ ถึงแก่กรรมแล้ว ๒ ขุนประจักษ์ (พัฒน์ จิตรัตน์)
ถึงแก่กรรมแล้ว ๓ นางเผียน จิตรัตน์ ถึงแก่กรรมแล้ว ๔
พระครูสถิตสันตคุณ (พัว จิตรัตน์)
ในวัยเยาว์เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๒)
ได้เริ่มศึกษาเล่าเรียนอักขระวิธี ปฐมมาลา ปฐมจินดามุนี
(เวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนประชาบาล) ในสำนักท่านอธิการยงฯ
เจ้าอาวาสวัดบางเดือนเก่า ตำบลบางเดือน อำเภอพุนพิน (อำเภอพุมดวง)
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ครั้นอายุได้ ๑๕ ปี (พ.ศ.๒๔๓๔) บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดท่าโขลง
โดยพระอธิการนุ้ย ประทุมสุวรรณ เป้นพระอุปัชฌายะ
เมื่อบวชแล้วกลับไปเรียนหนังสือเพิ่มเติมและศึกษาธรรมวินัยอยู่กับพระอธิการยงฯ
วัดบางเดือนเก่าตามเดิมในระหว่างที่ท่านเป็นสามเณรอยู่นั้นท่านได้ฝึกหัดเทศน์มหาชาติตลอดจนคาถาพัน
จนขึ้นชื่อว่าเป็นนักเทศน์ที่ขึ้นชื่อผู้หนึ่งในสมัยนั้น
ล่วงเข้าอายุ ๒๑ ปี (พ.ศ.๒๔๔๐)
ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่พัทธสีมาวัดท่าโขลง
โดยมีพระอธิการเย็น จนฺทมุนี วัดบางงอน เป็นพระอุปัชฌาย์
พระอธิการนุ้ย ประทุมสุวรรณ วัดท่าโขลง เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระอธิการเพชร อินฺทสุวรรณ วัดเงิน เป็นพระอนุศาสนาจารย์
ได้นามและฉายาว่า พระพัว เกสโร
เมื่ออุปสมบทแล้วได้กลับมาจำพรรษาอยู่วัดบางเดือนเก่า
ต่อมาท่านได้มีความคิดที่จะศึกษาพระธรรมเพิ่มขึ้นจึงได้เดินทางเข้าศึกษาที่จังหวัดพระนคร(พ.ศ.๒๔๔๓)
ได้พักอาศัยเรียนบาลีอยู่สำนักวัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม
(วัดโพธิ์) การศึกษาของท่านดำเนินไปด้วยดี
แต่ในที่สุดโชคไม่อำนวยให้ท่านได้สมความตั้งใจ กล่าวคือ
พอใกล้จะถึงวันเข้าสอบบาลี
ท่านได้เกิดอาพาธป่วยไข้ขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่สามารถสอบบาลีได้
ดังนั้น
พอปวารณาพรรษาแล้วท่านได้ตัดสินใจเดินทางกลับวัดบางเดือนเก่า
จังหวัดสุราษฎร์ธานีทันที
หลังจากกลับจากพระนครมาจำพรรษาต่อที่วัดบางเดือนเก่าดังเดิม
(พ.ศ.๒๔๔๔) ท่านได้ตั้งปณิธาน
ที่จะศึกษาทางด้านสมถะกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน
โดยได้ศึกษากับพระอาจารย์เพชรฯ วัดเงิน ในเบื้องต้น
และท่านได้ออกรุกขมูลธุดงค์เพื่อฝึกฝนโดนลำพัง
จนล่วงเข้าจังหวัดภูเก็ต (พ.ศ. ๒๔๔๕)
ท่านได้เข้าฝากตัวกับพระอาจารย์รอดฯ วัดโฆสิตาราม อยู่ฝึกอบรม
จนล่วงเข้าพรรษาที่ ๒ หลังปวารณาออกพรรษาแล้ว (พ.ศ.๒๔๔๖)
ท่านได้กราบลาท่านอาจารย์ออกธุดงค์จาริก
เพื่อไปนมัสการพระธาตุชะเวดากอง กรุงร่างกุ้ง ประเทศพม่า
โดยการเดินทางครั้งนี้จนกลับคืนยังวัดโฆสิตาราม ใช้เวลา ๔ เดือนเศษ
จากนั้นท่านได้กราบลากลับไปจำพรรษายังวัดบางเดือนเก่าตามเดิม
เมื่อกลับมายังวัดบางเดือนเก่า
(พ.ศ.๒๔๔๗)ท่านได้ยึดป่าช้าเป็นที่พักอาศัยสำหรับการปฏิบัติ
จนล่วงเข่าปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ท่านได้ออกธุดงค์จาริกอีกครั้ง
โดยมุงหน้าสู่กรุงเทพฯนมัสการพระแก้วมรกตต่อไปยังวัดพระมงคลบพิตร
จังหวัดอยุธยา ต่อเรื่องไปยังพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
ล่วงเข้าจังหวัดลพบุรี และไปอีกหลายจังหวัดในเขตนั้น
และยังเลยไปถึงพระแท่นดงรัง จังหวัดกาญจนบุรี
ก่อนกลับมายังวัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม
แล้วกลับคืนสู่วัดบางเดือนเก่า
ด้วยจริยวัตรอันงดงามของท่านจนเป็นที่ศรัทธาแก่ชาวบ้าน
จึงได้ชักชวนชาวบ้านสร้างวัดขึ้น (พ.ศ. ๒๔๕๐)
ในพื้นที่บริเวรตำบลบางเดือน ได้ชื่อว่า วัดจันทร์ประดิษฐาราม
โดยในระหว่างการสร้างวัดท่านเห็นว่าขั้นตอนการก่อสร้าง
เริ่มเข้าที่เข้าทาง ท่านจึงได้ออกธุดงค์จาริกอีกครั้ง(พ.ศ. ๒๔๕๕)
โดยคราวนี้มีจุดหมายที่พระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์
ซึ่งระหว่างทางท่านได้แวะยังสถานที่สำคัญอีกหลายที่
และได้กลับมายังวัดจันทร์ประดิษฐาราม ซึ่งในปีเดียวกันนี้เอง
ทางวัดได้รับพระราชทานวิสุงคามวาสี
และได้หล่อพระประทานเป็นผลสำเร็จ
ท่านได้จาริกธุดงค์ไปนมัสการพระธาตุชะเวดากองอีกครั้ง (พ.ศ. ๒๔๕๗)
โดยคราวนี้ท่านได้ลงเรือที่ระนองข้ามไปยังพม่า
แล้วเดินท้าวต่อจนถึงพระธาตุ
หลังจากการธุดงค์จาริกไปยังที่ต่างๆท่านได้กลับมาจำพรรษาที่วัดจันทร์ประดิษฐาราม
จนอายุท่านล่วงเข้า ๔๐ พรรษาที่ ๒๐ (พ.ศ.๒๔๕๙)
ท่านเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านเจ้าคุณพระชยาภิวัฒน์
ได้เห็นถึงศีลาจาริยวัตรอันงดงามตลอดจนอายุกาลพรรษาของท่าน
เห็นสมควรที่จะขอแต่งตั้งท่านเป็นพระอุปัชฌายะ
จึงดำริให้ท่านเข้ารับการฦกหัดเป็นพระอุปัชฌายะ
กับพระครูสารคณกิจ(จวน) เจ้าคณะอำเภอพุนพิน ในสมัยนั้น และได้
เข้ารับการฝึกกับเจ้าคุณพระธรรมาราม เจ้าคณะจังหวัดหลังสวน
(ขณะนั้นยังเป็นจังหวัด)
และได้เข้ารับการฝึกต่อที่วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม (พ.ศ. ๒๔๖๐)
จนมีความชำนาญจึงลากลับยังวัดจันทร์ประดิษฐารามดังเดิม(พ.ศ. ๒๔๖๑)
ในระหว่างท่านจำพรรษาที่วัดจันทร์ประดิษฐาราม (พ.ศ.๒๔๖๒)
ท่านได้ช่วยบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดละมุ (วัดปราการ)
ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลท่าขนอน อำ เภอคีรีรัฐนิคม จนแล้วเสร็จในปี
พ.ศ. ๒๔๖๓ และได้แต่งตั้งให้พระเชื่อม เป็นผู้ดูแลรักษาวัดสืบไป
จากการธุดงค์จาริกไปยังที่ต่างๆของท่าน
ท่านได้พบว่าพื้นที่บริเวรเขาพระราหู
เห็นควรจะมีวัดซักแห่งหนึ่งจึงชักชวนชาวบ้านร่วมกันสร้างวัดขึ้น(พ.ศ.๒๔๘๐)
ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุล่วงได้ ๖๒ ปี
จนสำเร็จได้รับพระราชทานวิสุงคามวามสีมา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓
ซึ่งเป็นปีที่ท่านมีอายุครบ ๗ รอบพอดี
ตลอดเวลาท่านได้ดูแลปกครองคณะสงฆ์และอบรมชาวบ้านให้ดำเนินไปในทางอันดีงาม
จนล่วงเข้าปีต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ท่านได้อาพาธด้วยโรคชราโดยก่อนหน้า
ท่านได้ประกาศการจัดการเกี่ยวกับสรีระของท่านตลอดจนการดำเนินการต่างๆไว้
ซึ่งต่างเข้าใจกันว่าท่านคงจะทราบถึงกาลมรณะก่อนหน้าแล้ว จบวันที่
๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๘ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๒ เวลา
๑๖.๐๕ น. ท่านก็ได้ถึงกาลมรณภาพ รวมสิริชนมายุ ๘๘ ปี ๑เดือน ๒๔ วัน
ตำแหน่งพระสังฆาธิการ(พระคณาธิการ) และสมณศักดิ์
๑ เมษายน ๒๔๕๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดจันทร์ประดิษฐาราม
๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๘
ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอพุนพิน(พุมพวง)
๒ พฤษภาคม ๒๔๖๑
ได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาการเจ้าคณะอำเภอคีรีรัฐนิคม(ท่าขนอน)
และกิ่งอำเภอพนม
๒ กรกฎาคม ๒๔๖๑ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ ในคณะมหานิกาย
๘ ธันวาคม ๒๔๗๒ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศึกษาพระปริยัติธรรม
ในอำเภอคีรีรัฐนิคม (ท่าขนอน) และกิ่งอำเภอพนม
๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พระครูชั้นเอกที่
พระครูสถิตสันตคุณ
๑๐ มิถุนายน ๒๔๘๒ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอำนวยการเทศนา
สั่งสอนประชาชน จากคณะสงฆ์ในเขตปกครอง
๑ ตุลาคม ๒๔๙๑ ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการสงฆ์ในเขตปกครอง
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
วัตถุมงคลของท่านในช่วงแรกจะเป็นประเภทเครื่องรางของขลัง
และที่นิยมมากที่สุด คือ เขี้ยวเสือแกะ และปี
2506
ได้จัดสร้างพระเครื่องขึ้นมาหลายพิมพ์ เช่น รูปเหมือน เนื้อว่าน
พิมพ์ใหญ่ กลาง เล็ก พระกสิณ พระนางพญา และเหรียญรุ่นแรก
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง เมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยว
|