|
หลวงปู่ภู จันทสโร วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ
ประวัติ
1. วัดอินทรวิหาร
เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ปี พ.ศ. 2295
เดิมชื่อ "วัดไร่พริก" อยู่ในบริเวณสวนผักของชาวจีน
อุโบสถก่ออิฐสร้างแบบเตาเผาปูน ไม่ปรากฏนามผู้สร้างวัด
ต่อมาสมัยกรุงธนบุรี ปี พ.ศ. 2321 พระเจ้าสิริบุญสาร
ผู้ครองนครศรีสัตนาคนหุต ได้ยกทัพรุกรานมาถึงบ้านดอนมดแดง
(จังหวัดอุบลราชธานี-ปัจจุบัน) ได้จับพระลอ
ผู้สวามิภักดิ์ในพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้ากรุงธนบุรี
แล้วทำการประหารเสีย
เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบก็ขัดเคืองพระทัย จึงโปรดฯ
ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพ พร้อมด้วยพระยาสุรสีห์
กรีฑาทัพขึ้นไปปราบปราม และสามารถตีเมืองเวียงจันทน์แตก
ส่วนพระเจ้าสิริบุญสารได้ลี้ภัยไปอาศัยในแดนญวน
ภายหลังเสร็จศึกสงคราม สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ได้นำตัวเจ้าอินทวงศ์ โอรสในพระเจ้าสิริบุญสาร ลงมากรุงธนบุรีด้วย
และโปรดเกล้า ฯให้เจ้าอินทวงศ์และคณะพำนักตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่
ณ บริเวณ ตำบลไร่พริก (แขวงบางขุนพรหม-ปัจจุบัน)
เจ้าอินทวงศ์มีศักดิ์เป็นน้าชายของเจ้าน้อยเขียว
เจ้าเมืองเวียงจันทน์ ธิดาคนหนึ่งของเจ้าอินทวงศ์ นามว่า
เจ้าทองสุก กับ เจ้าน้อยเขียว
ได้เป็นพระสนมในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
เจ้าอินทวงศ์เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก
เมื่อได้มาอยู่ใกล้วัดอินทรวิหาร
จึงได้เข้าดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์เปลี่ยนรูปทรงเสียใหม่
ก่อด้วยอิฐถือปูน ดังแบบที่ปรากฏมาถึงปัจจุบัน
ได้สร้างศาลาการเปรียญ ขุดคลองเหนือ-ใต้วัด และด้านหลัง
เมื่ออารามมั่นคงดีแล้ว จึงได้อาราธนาท่านเจ้าคุณอรัญญิก(ด้วง)
ผู้เรืองในวิปัสสนาธุระและใจดี มาช่วยเป็นธุระในกิจการของคณะสงฆ์
และถือเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกที่มีหลักฐานปรากฏยืนยัน
ในแผ่นดินรัชกาลที่ 5 พระองค์เจ้าอินทร์
ในกรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย์ ได้บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ
ซึ่งปรากฏมากระทั่งปัจจุบัน
2. ชื่อวัดอินทรวิหาร
- ตั้งชื่อตามที่สถานที่สร้าง คือ วัดไร่พริก
สร้างขึ้นในสวนผักของชาวจีน
- ชื่อวัดอินทาราม เปลี่ยนตามนามผู้ปฏิสังขรณ์วัด คือ เจ้าอินทวงศ์
กษัตริย์ของลาว
- ชื่อวัดอินทร์หลวงพ่อโต
เพราะท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี)ได้
มาสร้างพระยืนใหญ่ คือ หลวงพ่อโต
- ชื่อวัดอินทร์บางขุนพรหม เพราะอยู่ในแขวงบางขุนพรหม
(ขุนพรหมเป็นชื่อของหมู่บ้าน ที่ "ขุนพรหม" อยู่)
- ชื่อวัดอินทรวิหาร พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดเกล้าฯ ให้คณะสงฆ์เปลี่ยนนามวัดที่มีชื่อพ้องกัน
ซึ่งวัดอินทารามไปพ้องกับวัดอินทาราม(วัดใต้) ที่บางยี่เรือ
ตลาดพลู สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ( ม.ร.ว. ชื่น)
แห่งวัดบวรนิเวศวิหารเป็นผู้เปลี่ยนนาม เป็น "วัดอินทรวิหาร" ในปี
พ.ศ.2470 และคงใช้ชื่อนี้ตราบถึงปัจจุบัน
ที่ตั้ง : อาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ
ใกล้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ถ.วิสุทธิกษัตริย์
แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กทม. 10200
หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก : 02-628-5550
หมายเลขโทรศัพท์อื่นๆ : 02-628-5550-2
ข้อมูลประวัติ
เกิด ปี
2373
ณ หมู่บ้านตำบลวังหิน จ.ตาก เป็นบุตรของ นายคง นางอยู่
อุปสมบท ปี
2394
ณ พัทธสีมาวัดท่าคอย
มรณภาพ วันเสาร์ที่
6
พฤษภาคม 2476
ตรงกับขึ้น 13
ค่ำ เดือน 6
ปีระกา
รวมสิริอายุ
104
ปี 83
พรรษา
พระครูธรรมานุกูล
นามเดิมชื่อว่า ภู เกิดที่หมู่บ้านตำบลวังหิน อำเภอเมือง
จังหวัดตาก ในปี พ.ศ. ๒๓๗๓ ตรงกับปีขาลโดยบิดามีนามว่า นายคง
โยมมารดามีนามว่า นางอยู่ พออายุได้ ๙ขวบ
บิดามารดาได้พาไปบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดท่าคอย
ได้ศึกษาเล่าเรียกอักขระสมัย (ภาษาขอม) และหนังสือไทย
กับท่านอาจารย์ วัดท่าแคจนกระทั่งอายุได้ ๒๑ ปี
จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี พ.ศ. ๒๓๙๔ ณ พัทธสีมา วัดท่าคอย
โดยมี พระอาจารย์อ้น วัดท่าคอย เป็นพระอุปัชฌาย์พระอาจารย์คำ
วัดท่าแค เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์คำ วัดท่าแค
เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์มา วัดน้ำหัด เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้ฉายานามทางพระว่า "จนฺทสโร"
เมื่อบวชแล้วได้จำพรรษาอยู่
สำนักวัดท่าแคชั่วระยะหนึ่งก็ได้ออกเดินธุดงค์
จากจังหวัดตากมาพร้อมกับพระพี่ชาย คือ หลวงปู่ใหญ่
สำหรับวัดท่าแค ในสมัยที่หลวงปู่ภูจำพรรษาอยู่ นั้นยังเป็นวัดเล็กๆ
เข้าใจว่าโบสถ์ยังไม่ได้สร้างท่านจึงได้มาอุปสมบท
ที่วัดท่าคอยแล้วกลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดเดิมอีก
ปัจจุบันวัดท่าแคนี้ตั้งอยู่ตรงเชิงสะพานกิตติขจรฝั่งตัวจังหวัดตากตำบล
เชียงเงิน อำเภอเมือง ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดชนะสงคราม
ในสมัยที่หลวงปู่ภูเดิมธุดงค์มากรุงเทพฯ ครั้งแรก
ท่านได้เล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า ได้มาปักกลดอยู่ ณ
บริเวณที่ตั้งวังบางขุนพรหม (ธนาคารแห่งประเทศไทย)
สมัยนั้นพื้นที่บริเวณนั้นยังเป็นป่ารกร้างว่างเปล่าและเปลี่ยวมาก
มีแต่ต้นรังต้นตาลที่ขึ้นระเกะระกะไปหมด
นอกจากนี้ยังมีทางเกวียนทางเท้าเป็นช่องเล็กๆ พอเดินไปได้เท่านั้น
ท่านได้มาปักกลดอยู่บริเวณชายแม่น้ำเจ้าพระยา
พอตกกลางคืนได้นิมิตฝันไปว่า
ได้มีคนนำเอาตราแผ่นดินมามอบถวายให้ท่าน ๓ ดวง
เมื่อท่านตื่นขึ้นมาก็ได้พิจารณาถึงนิมิตนั้นพอจะทราบว่า
ท่านเองจะมีอายุยืนยาวถึง ๑๐๓ ปีเศษ
การเดินธุดงค์ของหลวงปู่นับตั้งแต่เดินทางออกมาจากวัดท่าแคเข้าจำพรรษาที่วัดในกรุงเทพฯ
สันนิษฐานจากคำบอกเล่าของท่านที่ได้เล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า
ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศฯ ได้ช่วยชีวิตรักษาคนป่วย
เป็นอหิวาตกโรคไว้ ๖ คนซึ่งยุคนั้นถือว่าอหิวาตกโรคร้ายแรงมาก
ยังไม่มียาจะรักษาถ้าใครเป็นมีหวังตายลูกเดียว และในปี พ.ศ. ๒๔๑๖
ซึ่งเป็นปีที่อหิวาตกโรคระบาดหนัก
จนเป็นที่กล่าวขวัญเรียกกันจนติดปากว่า "ปีระกาห่าใหญ่"
ต่อมาท่านได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดสามปลื้ม
ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดจักรวรรดิ์ราชาวาสและได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่
วัดโมลีโลกยาราม (วัดท้ายตลาด) ตามลำดับ
กาลต่อมาได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดอินทาราม
ซึ่งในสมัยนั้นยังใช้ชื่อวัดบางขุนพรหมนอก ในปี พ.ศ. ๒๔๓๒
และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๔
ส่วนสมณศักดิ์ที่หลวงปู่ได้รับไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้รับตำแหน่งในปีใด
เข้าใจว่าได้รับก่อนปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เพราะตามหลักฐาน
ศิลาจารึกเกี่ยวกับการสร้าง พระศรีอริยเมตไตรย์
มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า
ถึง พ.ศ. ๒๔๖๓ ท่านพระครูธรรมานุกูล (ภู) ผู้ชราภาพอายุ ๙๑ ปี
พรรษาที่ ๗๐ ได้ยกเป็นกิตติมศักดิ์อยู่ในวัดอินทรวิหาร
ท่านจึงได้มอบฉันทะ ให้พระครูสังฆบริบาล ปฏิสังขรณ์ต่อมาจนสำเร็จ
ท่านได้มรณภาพลงเมื่อ วันเสาร์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๖
ตรงกับวันขึ้น ๑๓ ค่ำเดือน ๖ ปีระกา เวลา ๐๑.๑๕ น. รวมสิริอายุได้
๑๐๔ ปี ๘๓ พรรษา นับว่าท่านได้ยกเป็นพระครูกิตติมศักดิ์ ตั้งแต่ปี
พ.ศ. ๒๔๖๓ จนถึงวันมรณภาพเป็นเวลา ๑๓ ปี
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
วัตถุมงคลที่ท่านได้จักสร้างในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่
มีมากมายหลายชนิด เช่น พระเนื้อผง เหรียญ ตะกรุด ผ้ายันต์
และไม้ครู สำหรับพระเนื้อผงพิมพ์ต่าง ๆ ของท่านนั้น
จัดเป็นพระเนื้อผงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน
มีด้วยกันหลายพิมพ์
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง เมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยว
|