|
ครูบาศรีวิไชย วัดบ้านปาง ลำพูน

วัดบ้านปาง อ. ลี้ จ. ลำพูน
วัดบ้านปาง ตั้งอยู่บนเนินเขาบ้านปาง
หมู่ที่ 1 ตำบลศรีวิชัย ห่างจากตัวอำเภอลี้ 38 กิโลเมตร
ตามเส้นทางสายลี้-บ้านโฮ่ง-เชียงใหม่ กิโลเมตรที่ 89
เป็นวัดซึ่งครู
บาศรีวิชัยบวชเรียนเป็นวัดแรกภายในบริเวณวัดนอกจากจะร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่
มีโบสถ์วิหารสวยงาม และยังมีพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารครูบาเจ้าศรีวิชัย
ซึ่งเก็บของใช้ส่วนตัวของท่านไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่ สบง จีวร หมอน
กระโถน และแจกัน เป็นต้น
ข้อมูลประวัติ
ครูบาศรีวิไชย วัดบ้านปาง ลำพูน
เกิด
วันอังคารที่
11
มิถุนายน 2481
ตรงกับขึ้น 11
ค่ำ เดือน 9
เป็นบุตรของ นายกราย นางอุตสา แรกเกิดได้ชื่อว่า อินเฟือน งท่านก็เรียกว่า อ้ายอินตาเฟือน
หรือ อีกชื่อหนึ่งคือ อ้ายฟ้าฮ้อง
บรรพชา ณ
วัดบ้านปาง โดยมีพระครูขัตติยะ เป็นพระอุปัชฌาย์
อุบสมบท ณ พัทธสีมา
วัดบ้านโฮ่งหลวง อ.บ้านโฮ่ง ลำพูน โดยมีฉายาว่า สิริวิชโย
มรณภาพ คือวันที่
22
มีนาคม 2481
โดยตั้งศพอยู่ที่วัดบ้านปางเป็นเวลา
1
ปี จากนั้นจึงเคลื่อนศพมาตั้ง ณ วัดจามเทวี
พระราชทานเพลิงศพวันที่
21
มีนาคม 2489
รวมสิริอายุ
60
ปี 9
เดือน 11
วัน
ประวัติ ครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง จ.ลำพูน
นักบุญแห่งล้านนาไทย
พระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่ด้วยทานะ สิละ สัจจะ ขันติ
ชาตะ ๑๑ มิถนายน ๒๔๒๑
มรณะ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑
ครูบาศรีวิชัย
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปโดยเฉพาะในเขตล้านนาว่าเป็น "ตนบุญ"
หรือ "นักบุญ"
อันมีความหมายเชิงยกย่องว่าเป็นนักบวชที่มีคุณสมบัติพิเศษ
อาจพบว่ามีการเรียกอีกว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัย พระครูบาศรีวิชัย
ครูบาศีลธรรม หรือ ทุเจ้าสิริ (อ่าน "ตุ๊เจ้าสิลิ")
แต่พบว่าท่านมักเรียกตนเองเป็น พระชัยยาภิกขุ หรือ
พระศรีวิชัยชนะภิกขุ เดิมชื่อเฟือน หรืออินท์เฟือน
บ้างก็ว่าอ้ายฟ้าร้อง
เนื่องจากในขณะที่ท่านถือกำเนิดนั้นปรากฏฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก
ส่วนอินท์เฟือนนั้น หมายถึง
การเกิดกัมปนาทหวั่นไหวถึงสวรรค์หรือเมืองของพระอินทร์
ท่านเกิดในปีขาล เดือน ๙ เหนือ (เดือน ๗ ของภาคกลาง) ขึ้น ๑๑ ค่ำ
จ.ศ.๑๒๔๐ เวลาพลบค่ำ ตรงกับวันอังคารที่ ๑๑ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๒๑
ที่หมู่บ้านชื่อ "บ้านปาง" ตำบลแม่ตืน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
ท่านเป็นบุตรของนายควาย นางอุสา มีพี่น้องทั้งหมด ๕ คน
มีชื่อตามลำดับ คือ
๑. นายไหว
๒. นางอวน
๓. นายอินท์เฟือน (ครูบาศรีวิชัย)
๔. นางแว่น
๕. นายทา
ทั้งนี้นายควายบิดาของท่านได้ติดตามผู้เป็นตาคือ หมื่นปราบ (ผาบ)
ซึ่งมีอาชีพเป็นหมอคล้องช้างของเจ้าหลวงดาราดิเรกฤทธิ์ไพโรจน์
(เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ ๗ ช่วง พ.ศ.๒๔๑๔-๒๔๓๑)
ไปตั้งครอบครัวบุกเบิกที่ทำกินอยู่ที่บ้านปาง
บ้านเดิมของนายควายอยู่ที่บ้านสันป่ายางหลวง
ทางด้านเหนือของตัวเมืองลำพูน
ในสมัยที่ครูบาศรีวิชัยหรือนายอินท์เฟือนยังเป็นเด็กอยู่นั้น
หมู่บ้านดังกล่าวยังกันดารมากมีชน
กลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะชาว ปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง)
ในช่วงนั้นบ้านปางยังไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน
จนกระทั่งเมื่อนายอินท์เฟือนมีอายุได้ ๑๗
ปีได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ครูบาขัตติยะ (ชาวบ้านเรียกว่า ครูบาแฅ่งแฅะ
เพราะท่านเดินขากะเผลก)
เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้านนั้น
ชาวบ้านจึงนิมนต์ท่านให้อยู่ประจำที่บ้านปาง
แล้วชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างกุฏิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา
ในช่วงนั้น เด็กชายอินท์เฟือนได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และเมื่ออายุได้
๑๘ ปีก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่
อารามแห่งนี้โดยมีครูบาขัตติยะเป็นพระอุปัชฌาย์ ๓ ปีต่อมา (พ.ศ.
๒๔๔๒) เมื่อสามเณรอินท์เฟือนมีอายุย่างเข้า ๒๑ ปี
ก็ได้เข้าอุปสมบทในอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่ง
จังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์
ได้รับนามฉายาในการอุปสมบทว่า สิริวิชโยภิกฺขุ มีนามบัญญัติว่า
พระศรีวิชัย ซึ่งบางครั้งก็พบว่าเขียนเป็น สรีวิไชย สีวิไช หรือ
สรีวิชัย
เมื่ออุปสมบทแล้ว สิริวิชโยภิกขุก็กลับมาจำพรรษาที่อารามบ้านปางอีก
๑ พรรษา จากนั้นได้ไปศึกษากัมมัฏฐานและวิชาอาคมกับครูบาอุปละ
วัดดอยแต อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน
ต่อมาได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาวัดดอยคำอีกด้วย
และอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นครูของครูบาศรีวิชัยคือ ครูบาสมณะ
วัดบ้านโฮ่งหลวง ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน
ครูบาศรีวิชัยรับการศึกษาจากครูบาอุปละ วัดดอยแตเป็นเวลา ๑
พรรษาก็กลับมาอยู่ที่อารามบ้านปางจนถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ (อายุได้ ๒๔ ปี
พรรษาที่ ๔) ครูบาขัตติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป
(บางท่านว่ามรณภาพ) ครูบาศรีวิชัยจึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส
และเมื่อครบพรรษาที่ ๕ ก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง
จากนั้นก็ได้ย้ายวัดไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม
คือบริเวณเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งวัดบ้านปางในปัจจุบัน
เพราะเป็นที่วิเวกและสามารถปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี
โดยได้ให้ชื่อวัดใหม่แห่งนี้ว่า วัดจอมสรีทรายมูลบุญเรือง
แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า วัดบ้านปาง ตามชื่อของหมู่บ้าน
ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด
โดยที่ท่านงดการเสพ หมาก เมี่ยง บุหรี่ โดยสิ้นเชิง
ท่านงดฉันเนื้อสัตว์ตั้งแต่เมื่ออายุได้ ๒๖ ปี
และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว
ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทเล็กน้อย บางทีก็ไม่ฉันข้าวทั้ง
๕ เดือน คงฉันเฉพาะลูกไม้หัวมันเท่านั้น
นอกจากนี้ท่านยังงดฉันผักตามวันทั้ง ๗ คือ
วันอาทิตย์ ไม่ฉันฟักแฟง,
วันจันทร์ ไม่ฉันแตงโมและแตงกวา,
วันอังคาร ไม่ฉันมะเขือ,
วันพุธ ไม่ฉันใบแมงลัก,
วันพฤหัสบดี ไม่ฉันกล้วย,
วันศุกร์ ไม่ฉันเทา (อ่าน
"เตา"-สาหร่ายน้ำจืดคล้ายเส้นผมสีเขียวชนิดหนึ่ง),
วันเสาร์ ไม่ฉันบอน
นอกจากนี้ผักที่ท่านจะไม่ฉันเลยคือ ผักบุ้ง ผักปลอด ผักเปลว
ผักหมากขี้กา ผักจิก และผักเฮือด-ผักฮี้ (ใบไม้เลียบอ่อน)
โดยท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดงดได้
การบำเพ็ญกัมมัฏฐานจะเจริญก้าวหน้า ผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง ธาตุทั้ง ๔
จะเป็นปกติ ถ้าชาวบ้านงดเว้นแล้วจะทำให้การถือคาถาอาคมดีนัก
ครูบาศรีวิชัยมีความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมะอันสูงสุดดังปรากฏจากคำอธิษฐานบารมีที่ท่านอธิษฐานไว้ว่า
"...ตั้งปรารถนาขอหื้อได้ถึงธรรมะ
ยึดเหนี่ยวเอาพระนิพพานสิ่งเดียว..."
และมักจะปรากฏความปรารถนาดังกล่าว
ในตอนท้ายชองคัมภีร์ใบลานที่ท่านสร้างไว้ทุกเรื่อง
อีกประการหนึ่งที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักและอยู่ในความทรงจำของ
ชาวล้านนา
คือการที่ท่านเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพโดยพลัง
ศรัทธาประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์
ซึ่งใช้เวลาสร้างเพียง ๕ เดือนเศษ โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐ
แต่เรื่องที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักกันในระยะแรกนั้น
เกิดเนื่องจากการที่ท่านต้องอธิกรณ์
ซึ่งระเบียบการปกครองสงฆ์ตามจารีตเดิมของล้านนานั้นให้ความสำคัญแก่ระบบหมวด
อุโบสถ หรือ ระบบหัวหมวดวัด มากกว่า
และการปกครองก็เป็นไปในระบบพระอุปัชฌาย์อาจารย์กับศิษย์
ซึ่งพระอุปัชฌาย์รูปหนึ่งจะมีวัดขึ้นอยู่ในการดูแลจำนวนหนึ่งเรียกว่าเจ้า
หมวดอุโบสถ
โดยคัดเลือกจากพระที่มีผู้เคารพนับถือและได้รับการยกย่องว่าเป็น
ครูบา ซึ่งหมายถึงพระภิกษุที่ได้รับความยกย่องอย่างสูง
ดังนั้นครูบาศรีวิชัยซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้นจึงอยู่ในตำแหน่งหัว
หมวดพระอุปัชฌาย์ โดยฐานะเช่นนี้
ครูบาศรีวิชัยจึงมีสิทธิ์ตามจารีตท้องถิ่นที่จะบวชกุลบุตรได้
ทำให้ครูบาศรีวิชัยจึงมีลูกศิษย์จำนวนมาก
และลูกศิษย์เหล่านี้ก็ได้เป็นฐานกำลังที่สำคัญของครูบาศรีวิชัยในการดำเนิน
กิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์
อีกทั้งยังเป็นแนวร่วมในการต่อต้านอำนาจจากกรุงเทพฯ
เมื่อเกิดกรณีขัดแย้งขึ้นในเวลาต่อมา
ส่วนสงฆ์ในล้านนาเองก็มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย
เนื่องจากมีการจำแนกพระสงฆ์ตามจารีตท้องถิ่นออกเป็นถึง ๑๘ นิกาย
และในแต่ละนิกายนี้ก็น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่เป็นสายพระอุปัชฌาย์สืบต่อกัน
มาในแต่ละท้องที่ซึ่งมีอำนาจปกครองในสายของตนโดยผ่านความคิดระบบครูกับศิษย์
และนอกจากนี้นิกายต่าง ๆ
นั้นยังเกี่ยวข้องกับชื่อของเชื้อชาติอีกด้วย เช่น นิกายเชียงใหม่
นิกายขึน (เผ่าไทขึน/เขิน) นิกายยอง (จากเมืองยอง) เป็นต้น
สำหรับครูบาศรีวิชัยนั้นยึดถือปฏิบัติในแนวของนิกายเชียงใหม่ผสมกับนิกาย
ยองซึ่งมีแนวปฏิบัติบางอย่างต่างจากนิกายอื่น ๆ
มีธรรมเนียมที่ยึดถือคือ การนุ่งห่มที่เรียกว่า กุมผ้าแบบรัดอก
สวมหมวก แขวนลูกประคำ ถือไม้เท้าและพัด
ซึ่งยึดธรรมเนียมมาจากวัดดอยแต โดยอ้างว่า สืบวิธีการนี้มาจากลังกา
การที่ครูบาศรีวิชัยถือว่าท่านมีสิทธิ์ที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตการถือ
ปฏิบัติมาแต่เดิมนั้น ทำให้ขัดกับพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์
ร.ศ.๑๒๑ (พ.ศ.๒๔๔๖) เพราะในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า
"พระอุปัชฌาย์ที่จะบวชกุลบุตรได้
ต้องได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบการปกครองของสงฆ์จากส่วนกลางเท่านั้น"
โดยถือเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงนั้น ๆ
เป็นผู้คัดเลือกผู้ที่ควรจะเป็นอุปัชฌาย์ได้
และเมื่อคัดเลือกได้แล้วจึงจะนำชื่อเสนอเจ้าคณะผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ
เพื่อดำเนินการแต่งตั้งต่อไป
การจัดระเบียบการปกครองใหม่ของกรุงเทพฯ
นี้ถือเป็นวิธีการสลายจารีตเดิมของสงฆ์ในล้านนาอย่างได้ผล
องค์กรสงฆ์ล้านนาก็เริ่มสลายตัวลงทีละน้อยเพราะอย่างน้อยความขัดแย้งต่าง
ๆ ก็เกิดขึ้นระหว่างสงฆ์ในล้านนาด้วยกันเอง ดังกรณี
ความขัดแย้งระหว่างครูบาศรีวิชัยกับพระครูมหารัตนากรเจ้าคณะแขวงลี้
อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นต้น
การต้องอธิกรณ์ระยะแรกของครูบาศรีวิชัยนั้นเกิดขึ้นเพราะครูบาศรีวิชัย
ถือธรรมเนียมปฏิบัติตามจารีตเดิมของล้านนา
ส่วนเจ้าคณะแขวงลี้ซึ่งใช้ระเบียบวิธีปฏิบัติของกรุงเทพฯ
ซึ่งเห็นว่าครูบาศรีวิชัยทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับการอนุญาตจาก
เจ้าคณะแขวงลี้ จึงถือว่าเป็นความผิด
เพราะตั้งตนเป็นพระอุปัชฌาย์เองและเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน
ครูบามหารัตนากรเจ้าคณะแขวงลี้กับหนานบุญเติง
นายอำเภอลี้ได้เรียกครูบาศรีวิชัยไปสอบสวนเกี่ยวกับปัญหาที่ครูบาศรีวิชัย
เป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรโดยมิได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติ
การจับกุมครูบาศรีวิชัยสามารถแบ่งช่วงเวลาออกเป็น ๓
ช่วงเนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกือบ ๓๐
ปีและแต่ละช่วงจะมีรายละเอียดของสภาพสังคมที่แตกต่างกัน
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
วัตถุมงคลของท่านที่ได้รับความนิยม
จำแนกได้ดังนี้
1.พระเกศาครูบาศรีวิไชย
2.เหรียญครูบาศรีวิไชย
รุ่นต่าง ๆ
3.รูปหล่อโบราณ
ออกวัดศรีโสดา
4.รูปถ่าย
ล็อคเกต
5.พระพิมพ์เนื้อดินเผา
ผสมเถ้าอิฐ (ครูบาศรีวิไชย หลังย่น)
เหรียญครูบาศรีวิไชย ปี
2482
เป็นเหรียญที่ได้รบความนิยมสูงสุด สร้างภายหลังจาท่านมรณภาพแล้ว
เหรียญรุ่นนี้เข้าพิธีพุทธาภิเษก
พร้อมกับวัตถุมงคลของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระเจ้าวรวงศ์เธอ
กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ เมื่อวันที่
16
ธันวาคม 2481
มี 2
แบบ คือ
1.เหรียญพุ่มข้าวบิณฑ์
เนื้อลงยา (แจกกรรมการ)
2.เหรียญรูปไข่
มี 2
พิมพ์ คือ พิมพ์สองชาย มีเนื้อทองผาบาตร เนื้อทองแดง
และพิมพ์สามชาย มีเนื้อเงิน เนื้อทองฝาบาตร เนื้อทองแดง
และเหรียญเนื้อเงินพิมพ์นี้ ใช้ฉลุดเฉพาะองค์หลวงพ่อ
นำไปปะหน้าเหรียญเงินลงยา แจกกรรมการ
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง เมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ
|