|
หลวงปู่สุข ธัมมโชโต วัดโพธิ์ทรายทอง บุรีรัมย์

ข้อมูลประวัติ
หลวงปู่สุข ธัมมโชโต วัดโพธิ์ทรายทอง บุรีรัมย์
เกิด วันอาทิตย์ที่
5
เมษายน 2421
ตรงกับแรม 5
ค่ำ เดือน
5
ปีเถาะ ณ บ้านละหารทราย เป็นบุตรของ นายโฮ นางแฮม ยอดเยี่ยมแกร
บรรพชา อายุ
17
ปี ณ วัดโพธิ์ทรายทอง
อุปสมบท วันพุธที่
20
พฤษภาคม 2442
ตรงกับขึ้น 1
ค่ำ เดือน 7
ปีกุน ณ วัดโพธิ์ทรายทอง
มรณภาพ วันที่
31
ธันวาคม 2515
รวมสิริอายุ
95
ปี
ประวัติหลวงปู่สุข ธมฺมโชโต วัดโพธิ์ทรายทอง
พระครูภาวนาภิมณฑ์
(หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต)
วัดโพธิ์ทรายทอง ตำบลละหานทราย
อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์
ชาติกำเนิด
พระครูภาวนาภิมณฑ์ หรือหลวงปู่สุข ธมฺมโชโต เดิมชื่อ สุข นามสกุล
ยอดเยี่ยมแกร เป็นบุตรของ นายโฮ และนางแฮม ยอดเยี่ยมแกร อาชีพทำนา
ท่านเป็นบุตรคนที่ ๔ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ เดือนเมษายน พ.ศ.
๒๔๒๑ แรม ๕ ค่ำ ปีเถาะ เกิดที่บ้านละหานทราย หมู่ที่ ๒
อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ มีพี่น้องร่วมสายโลหิตจำนวน ๖ คน
หลวงปู่สุขเป็นคน ที่ ๔ มีรายนามดังต่อไปนี้
๑.นาย:Pบ ยอดเยี่ยมแกร เสียชีวิต
๒.นายเต็บ ยอดเยี่ยมแกร เสียชีวิต
๓.นายเกต ยอมเยี่ยมแกร เสียชีวิต
๔.หลวงปู่สุข มรณภาพ ๓๑ธ.ค.๒๕๑๕
๕.นายแป๊ะ ยอดเยี่ยมแกร เสียชีวิต
๖.นางอ้ม ยอดเยียมแกร เสียชีวิต
การศึกษา
ในสมัยนั้นการเรียนหนังสือต้องอาศัยวัด อำเภอละหานทราย
ยังเป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ในป่าดงพงพี ถนนหนทางก็ไม่สะดวก เด็กชายสุข
เรียนหนังสือขอมที่วัดโพธิ์ทรายทอง จนสามารถ อ่านออกเขียนได้
เมื่ออายุ ๑๗ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดโพธิ์ทรายทอง
บรรพชาอยู่ได้ ๕ พรรษา
การอุปสมบท
เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี จึงอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์ทรายทองตำบลละหานทราย
อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ในวันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๒
ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุน มีเจ้าอธิการนิ่ม วัดสายน้ำไหล
เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการกลิ่น เป็นพระกรรมวาจารย์
พระอธิการเกิดเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ธมฺมโชโต
แปลว่า แสงสว่างแห่งธรรม
เมื่อหลวงปู่สุขท่านอุปสมบทท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์ทรายทอง
ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนปริยัติธรรมแต่ท่านก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัยซึ่งเป็นภาษาขอม
จนมีความรู้ แตกฉานสามารถอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี
ท่านศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยที่วัดโพธิ์ทรายทองจนแตกฉานดีแล้ว
ท่านก็ตั้งใจที่จะออกธุดงค์เพื่อปลีกวิเวก เพราะหลวงปู่เห็นว่า
การที่เล่าเรียนเฉพาะพระธรรมวินัยภายในวัดแต่เพียงอย่างเดียว
มันเป็นเพียงแค่เปลือกนอก ไม่ก่อประโยชน์แก่ตัวเองมากนัก
ท่านจึงตัดสินใจออกเดินธุดงค์ไปกลายแห่ง ด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ท่านได้เรียนกับ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
และด้านพระเวทย์วิทยาคมต่าง ๆ ท่านได้ศึกษากับ พระอาจารย์อินทร์
ภิกษุชาวเขมรซึ่งได้ธุดงค์มาจาก เมืองศรีโสภณ และได้มาสร้าง
วัดหนองติม อยู่ในเขต อ.ตาพระยา ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับ
จังหวัดปราจีนบุรี หลวงปู่สุขท่านได้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานและก็สมถภาวนาอยู่เป็นประจำ
ปฏิบัติธรรมด้วยความเคร่งครัดจนชาวบ้านกล่าวขานกันว่า
ท่านสำเร็จถึงขั้น อภิญญา ด้วยวัตรปฏิบัติที่ดีงาม
ความสำเร็จทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ขาวบ้านเล่ากันปากต่อปาก
ถึงกับมีผู้เสื่อมใสหลวงปู่
ในหลายจังหวัดเดินทางมากราบมนัสการและสนทนาธรรมอยู่อย่างเนืองนิตย์ถนนหนทางในสมัยนั้น
การคมนาคมยังไม่เจริญเท่าทุกวันนี้ บางคน
บางคณะอาจต้องค้างแรมกันหลายคืนทั้งยังบุกป่าฝ่าดงเผชิญกับสัตว์ป่าดุร้ายมากมาย
แต่กลุ่มผู้ศรัทธาก็ไม่ยอมย่อท้อ ต่อความยากลำบาก
เดินทางมาจนถึงตัวท่านให้ท่านเป่ากระหม่อมบ้าง รดน้ำมนต์บาง
เพื่อความเป็นสิริมงคล
ตำแหน่ง และสมณศักดิ์ (ประวัติการปกครอง)
พ.ศ. ๒๕๘๒
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทรายทอง(เป็นเจ้าอาวาส ๓๓ ปี)
พ.ศ. ๒๕๙๘ เป็นเจ้าคณะตำบลละหานทราย
พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูภาวนาภิมณฑ์
พ.ศ. ๒๕๑๕ มรณภาพ (๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๕) รวมสิริอายุได้ ๙๕ ปี
วัดโพธิ์ทรายทองเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งที่มีมาตั้งแต่
สมัยยุคต้นรัตนโกสินทร์
วัตรปฏิบัติ หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต
วัตรปฏิบัติ หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต ศึกษาพระธรรมวินัย
จากคัมภีร์ตำราตัวอักษรขอมและบาลีมีความรู้แตกฉานเชี่ยวชาญ
หลวงปู่สุขได้ศึกษาเล่าเรียนการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจาก
หลวงปู่มั่นภูริทัตโต พระอริยสงฆ์
ผู้นำกองทัพธรรมฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐานแห่งภาคอีสาน
ซึ่งกล่าวกันว่าหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านสำเร็จอรหันต์
เป็นอาจารย์ใหญ่ของพระป่า สายธรรมยุติ
กิจวัตรประจำที่หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต
ถือปฏิบัติเป็นนิจ(ปฏิปทาพิเศษ)
๑. เจริญสมถกัมมัฏฐาน
และวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นวัตรปฏิบัติประจำเนื่องนิจ โดยกำหนดองค์
ภาวนา ทุกลมหายใจเข้าออก และทุกอิริยาบถ อาทิเช่น
๑.๑ การสวดมนต์ภาวนา และลงพระอุโบสถไม่เคยขาด
๑.๒ ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะฉันอาหาร ห่มจีวร สรงน้ำ เดิน นั่ง
นอนจะต้องสวดภาวนากำหนดสมาธิ มีสติกำกับก่อนทุกครั้ง
๑.๓ เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นระยะเวลานาน ๆ ๑๐ ๑๕ วัน
โดยไม่ฉันอาหาร เว้นน้ำดื่มและห้ามไม่ให้ใครรบกวน
๒. ท่านอยู่อย่างสันโดษ คือ เรียบง่าย เจริญตามแนวทางพระธรรมวินัย
ละกิเลส เจริญปัญญา รู้แจ้ง เห็นจริง ในเรื่องกายและจิตอาทิเช่น
๒.๑ การอยู่อย่างสมถะฉันง่าย
ไม่ยินดีในเรื่องรสชาติของอาหารบิณฑบาต
ได้อะไรมาก็ฉันอย่างนั้นอยู่ง่าย ไม่สนใจในเรื่องความสะดวกสบาย
อดทนต่อสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะร้อน จะหนาว ไม่เคยใช้รองเท้า
และสบู่ฟอกตัว
๒.๒ ไม่สนใจในทรัพย์สิน และไทยทาน เงินทองหรือปิยภัณฑ์ใด ๆ
ที่ได้รับมอบถวาย ไม่เคยเก็บสะสมเอาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
และไม่เคยสนใจว่าใครจะหยิบฉวยเอาไป
ใครอยากได้ก็ยินดีมอบให้เสมอไม่เคยหวงไม่เคยนับและถือจ่ายเงินเลย
๒.๓ ไม่สนใจในลาภยศ ท่านเป็นพระป่าบ้านนอก เคร่งในพระธรรมวินัย
มุ่งปฏิบัติเจริญ วิปัสสนากัมมัฏฐาน มีสมาธิจิตสูงยิ่ง
ไม่ยินดีในลาภยศสรรเสริญ ไม่แสวงหายศถาบรรดาศักดิ์เป็นพระสงฆ์สุปัฏิปันโน
มักน้อย รักสันโดษ ถึงแม้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓
ท่านจะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูภาวนาภิมณฑ์ ท่านก็ไม่สนใจ
ท่านเพียงแต่กล่าวว่า ก็ข้าเป็นพระแล้วจะให้ข้าเป็นอะไรอีก
๓.
มีเมตตากรุณาต่อชนทุกชั้นรับนิมนต์โดยไม่เคยรังเกียจเดียดฉันท์ให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด
ไม่ว่าจะมีฐานะอย่างไร ระยะทางจะไกลหรือใกล้
๔. มีขันติ และวิริยะสูง ท่านเคร่งในวัตรปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
มีความเพียรพยายาม อุตสาหะ อดทนในการฝึกจิต
สำรวจกายทุกลมหายใจเข้าออก นั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นระยะเวลานาน ๆ
บางครั้งนั่งวิปัสสนากัมมัฎฐานถึง ๑๕ วัน โดยไม่ฉัน
ท่านมีสมาธิจิตขั้นสูงสำเร็จ อภิญญา
๕. ท่านมีความอดทนเป็นเลิศ แม้ยามเจ็บป่วย (อาพาธ) ไม่เคยปริปาก
หรือบ่นให้ใครรู้ท่านล่วงรู้กาลมรณภาพล่วงหน้า ในวันสารท แรม ๑๕
ค่ำ เดือน ๑๐ ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ อายุล่วงได้ ๙๕ ปี หลวงปู่ได้หกล้ม
ทำให้กระดูกต้นขาของท่านหลุดจากสะโพก ท่านทราบว่ากาลมรณสังขารใกล้สิ้นสุดแล้ว
ท่านก็ไม่ปริปากบอกใครให้ทราบถึงอาการ
เจ็บป่วยของท่านนั้นรักษาไม่หายหรอก
มันเป็นเรื่องของสังขารเพราะท่านจะมรณภาพแล้ว
ตลอดเวลาที่ท่านเจ็บป่วย
ท่านไม่เคยโอดครวญหรือแสดงกิริยาอาการเจ็บปวดให้ใครเห็น
ท่านใช้ขันติ และพิจารณาสังขารของท่านในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต
๖. การถือธุดงค์วัตร เมื่อยามที่ท่านยังแข็งแรงอายุยังไม่สูงวัย
ท่านถือธุดงค์วัตรเป็นนิจโดยท่านจะเดินธุดงค์หลังจากออกพรรษาแล้ว
ไปประเทศเขมรผ่านทางวัดหนองติม อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี
เพื่อบำเพ็ญจิตและศึกษาวิชาเพิ่มเติม
การเดินทางของท่านเป็นที่น่าอัศจรรย์ เพราะท่านเดินทางได้เร็วมาก
มีผู้กล่าวว่าท่านสำเร็จวิชาย่นระยะทางไป กลับ ได้ภายในวันเดียว
๗. การสอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ในด้านสืบสานพระพุทะศาสนา
ท่านจะเคร่งในวัตรปฏิบัติจะนำพุทธศาสนิกชนทำบุญและถืออุโบสถศีลทุกวันพระ
อบรมธรรม และฝึกฝนจิตด้านสมถกัมมัฏฐานให้กับพุทธบริษัท หลวงปู่สุข
ธมฺมโชโต ท่านนิยมสอนสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานให้กับบุคคลโดยทั่วไป
ผู้ถือศีล สามเณร และพระภิกษุ โดยท่านจะให้ผู้ขอขึ้นกัมฏฐานกับท่านใช้องค์ภาวนาและใช้คาถา
อะ อา แอ๊ก ไอ นะ นู เน นิ นัง ซึ่งเป็นภาษาเขมร
การรับกิจนิมนต์ไปพุทธาภิเษกวัตถุมงคล
เพื่อหาเงินสร้างวัดของ วัดป่าธรรมธีราราม
(วัดป่าหลังโรงเลื่อย) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
และเคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยรับนิมนต์ พระปลัดมานพ ทุลฺลโภ วัดชิโนรสารามแขวงบางกอกน้อยกรุงเทพฯ
ปลุกเสกวัตถุมงคลรูปหล่อบูชารุ่นแรก และพระรูปเหมือนขนาด ๑
เซนติเมตร ณ หอสมุดกรมหลวงพระปรมานุชิตชิโนรส วัดชิโนรสาราม ในปี
พ.ศ.๒๕๑๒ ก่อนท่านมรณภาพ
หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต เป็นพระอริยสงฆ์ สุปฏิปันโน
มีวัตรปฏิบัติที่งดงามสมเป็น พระแท้
อย่างแท้งจริงสมควรค่าแก่การกราบไหว้บูชา
ท่านเคร่งในพระธรรมวินัยถือการปฏิบัติ เจริญวิปัสสนากัมมัฎฐาน
เจริญรอยตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กำหนดองค์ภาวนาทุกลมหายใจเข้า ออก
ท่านสำเร็จญาณสมาบัติขั้นสูงเรียกว่า อภิญญา
อภิญญา คือ ความรู้ชั้นสูงในพุทธศาสนา
ซึ่งได้จากการปฏิบัติทางด้านวิปัสสนาธุระ มีอยู่ ๖
ประการด้วยกันคือ
๑. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้
๒. ทิพยโสต หูทิพย์
๓. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนด รู้ใจผู้อื่น
๔. ปุพเพนิวาสานุสติ ระลึกชาติได้
๕. ทิพจักขุ ตาทิพย์
๖. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น
ด้วยเหตุและผลดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกแต่อย่างใดเลยที่หลวงพ่อสุข
ธมฺมโชโต จักทรงคุณวิเศษและแสดงให้แจ้งประจักษ์แก่สาธุชน
ท่านยังสำเร็จ วิชาสรตโสฬร คือ สามารถกำหนดรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า
ความศักดิ์สิทธิ์ ความแม่นยำในการทำนายทายทักเหตุการณ์ต่าง ๆ
ไว้ล่วงหน้าได้จริงเหมือนตาเห็น
สามารถที่จะแสดงอิทธิฤทธิ์ตลอดจนคุณวิเศษต่าง ๆ ได้นานัปการ เช่น
การล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า การบอกใบ้หวย การรู้วาระจิตบุคคลอื่น
เป็นต้น วิชาดังกล่าว เป็นวิชาที่มีจริง
จะบังเกิดเฉพาะท่านที่ปฏิบัติทางวิปัสสนาธุระ
จนกระทั่งได้ญาณสมาบัติขั้นสูงเท่านั้น
ผลงานด้านการปกครองด้านการพัฒนาและสืบสานพระพุทธศาสนา
ท่านบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอละหานทราย
และอำเภอใกล้เคียงในเรื่องความเดือนร้อนของชาวบ้าน เช่น
เรื่องแหล่งน้ำ การประสานกับลูกศิษย์
และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สร้างความเจริญให้กับพื้นที่อำเภอละหานทรายเป็นอย่างมากท่านได้พัฒนาวัดโพธิ์ทรายทอง
และไปสร้างวัดอีก ๓-๔ วัด กล่าวคือ
พ.ศ. ๒๔๗๙ หลวงปู่ก่อสร้างกุฏิสงฆ์วัดโพธิ์ทรายทอง ๑ หลัง กว้าง ๑๘
เมตร ยาว ๓๙ เมตร สร้างด้วยไม้ มุงไม้สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ
๑๒,๐๐๐บาท
พ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงปู่สร้างวัดบ้านโคกว่าน อำเภอละหานทราย
จังหวัดบุรีรัมย์
พ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงปู่ช่วยในการย้ายวัดหนองติม ต.ทัพราช อ.ตาพระยา
จ.สระแก้ว โดยย้ายจากในหมู่บ้านไปยังนอกหมู่บ้าน (สถานที่ปัจจุบัน)
พ.ศ. ๒๔๙o หลวงปู่สร้างวัดหนองหมี ที่บ้านหนองหมี ตำบลโคกว่าน
อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์
พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่ได้สร้างศาลาการเปรียญวัดโพธิ์ทรายทอง ๑หลัง
กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๕ เมตร สร้างด้วยไม้ มุงไม้ สิ้นค่าก่อสร้าง
ประมาณ ๑,๕๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงปู่สร้างวัดไม้แดงที่บ้านโคกไม้แดง
พ.ศ. ๒๕๑๑ สร้างกุฏิสงฆ์วัดโพธิ์ทรายทอง ๑ หลัง เสาคอนกรีตต่อไม้
มุงสังกะสี ๑ หลังกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๒๕ เมตร
lสิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๒๑๕,๐๐๐บาท
พ.ศ. ๒๕๑๒ สร้างกุฎิสงฆ์ วัดโพธิ์ทรายทอง ๑ หลัง
สร้างกุฏิเสาไม้สร้างด้วยไม้ มุงสังกะสี ๑ หลัง กว้าง ๙
เมตรสิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาทและได้ไปพัฒนาวัดต่าง ๆ
ในอำเภอใกล้เคียงและต่างจังหวัดที่ได้รับนิมนต์ อาทิวัดทับเสด็จ
อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว
วัตถุมงคลที่ท่านไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกหรือ
ปลุกเสกโดยไม่ใช่รูปเหมือนท่าน((วัตถุมงคลหลวงปู่สุข ))
- พ.ศ. ๒๔๙๘ ปลุกเสกเหรียญหลวงพ่อเพียร
วัดศรีวิสุทธาราม บ้านถนนหัก ตำบลถนนหักอำเภอ นางรองกับหลวงปู่สอน
วัดเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา
- พ.ศ.๒๔๙๙ ปลุกเสกเหรียญ หลวงพ่อเทิ่ง วัดอัมภาราม ตำบลตาเป็ก
อำเภอเฉลิมพระเกียรติร่วมกับหลวงพ่อเป็น วัดเจริญนิมิต
อำเภอละหานทราย
- พ.ศ.๒๕๐๐ ร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษก ที่ท้องสนามหลวง ในงานฉลอง ๒๕
พุทธศตวรรษ
- มกราคม ๒๕๑๕ ร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล ในพิธีมหาจักพรรดิ์
กริ่งนเรศวรวังจันทร์ จังหวัดพิษณุโลก
- เมษายน ๒๕๑๕ ร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของวัดโพธิ์ อำเภอเมือง
จังหวัดนครราชสีมา
พระปลัดมานพ ทุลฺลโภ ท่านเกิดในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ที่บ้านหนองปรือ
อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ พออายุได้ ๒๒ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕
ได้อุปสมบทที่วัดโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
อยู่ที่วัดโพธิ์ได้ระยะหนึ่งก็เดินทางไปศึกษาพระธรรมวินัยที่ วัดระฆังโฆสิตาราม
กรุงเทพมหานคร และประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้มาอยู่วัดชิโนรสาราม
อยู่จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้ไปอยู่วัดโพธิ์ จังหวัดนครราชสีมา
และได้มรณภาพในปลายปี พ.ศ.๒๕๑๕
ช่วงอยู่ วัดชิโนรสาราม ได้สร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ไว้มากมาย อาทิ
ซ่อมพระอุโบสถ ซ่อมตำหนักหอสมุด สร้างกุฎิ สร้างถนน สร้างฌาปนสถาน
สิ้นงบประมาณดำเนินการ ๗๔๘,๐๐๐ บาท
และได้ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส วัดชิโนรสาราม
ท่านสนใจในเรื่องพุทธาคม และเลื่อมใสในองค์สมเด็จพุฒาจารย์โตพรหฺมรังสี
มาก ได้สร้างพระเครื่องและพระบูชา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ๒๕๑๒ ณ
วัดชิโนรสาราม เป็นพระผงสมเด็จ พระกริ่งปรมา พระพุทธชินราชจำลอง
ขันน้ำมนต์จารึกพระคาถาชินบัญชร และพระคาถาพาหุง ๘ บท ขันนิมันต์พระปริตร
และพระกริ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พิมพ์เล็ก รุ่นแรก ของวัดชิโนรสาราม
การสร้างวัตถุมงคลหลวงปู่สุข ธมฺมโชโต ได้ร่วมกับ พระอาจารย์พิชัย
รตฺนญาโณ จัดสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ประมาณเดือนสิงหาคม พระปลัดมานพ
ทุลฺลโภ ได้นิมนต์ หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต มาร่วมในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของวัดชิโนรสาราม
และได้หล่อรูปเหมือนบูชา เนื้อโลหะ ขนาดหน้าตัก ๓ นิ้ว
เป็นรุ่นแรกรูปเหมือนลอยองค์ พิมพ์หน้าบาก เนื้อทองผสม
และรูปถ่ายอัดกระจก
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ มาจำพรรษาที่ วัดโพธิ์ทรายทอง
ได้สร้างรูปหล่อลอยองค์เนื้อตะกั่วเถื่อนเป็นช่อจำนวน ๑๐๘ องค์
และได้สร้างพระผงรูปสี่เหลี่ยม ตะกรุดสามกษัตริย์
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้สร้างรูปหล่อลอยองค์ พิมพ์หน้าบากเล็ก
เนื้อทองแดง
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕
ได้จัดสร้างรูปหล่อรูปองค์เนื้อตะกั่วเถื่อนผสมจ้าวน้ำเงินให้กับวัดโพธิ์อำเภอเมืองนครราชสีมาในพิธีพุทธาภิเษกรุ่น
อยู่ เย็น เป็น สุข
พระกริ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พิมพ์เล็ก รุ่นแรก ของวัดชิโนรสาราม
เป็นพระกริ่งที่สร้างถูกต้องตามคติโบราณกาล
ตามตำรับการสร้างพระกริ่งของสมเด็จเมธี (เจีย ป.๙)
ได้รับตำราเป็นมรดกทอดและได้เมตตา ลงยันต์การสร้างต่าง ๆ ให้
ซึ่งประกอบด้วยยันต์ร้อยแปด กับ นะปัตถมัง ๑๔ นะ
มีพระเกจิอาจารย์โด่งดังยุคนั้น
ร่วมปลุกเสกนับเป็นพระเครื่องที่โงดังของวัดชิโนรสาราม
และหาได้ยากในปัจจุบัน
จากตำนานการสร้างพระกริ่งสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ดังกล่าว คือ
ที่มาของการจัดสร้างรูปหล่อลอยองค์ หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต
วัดโพธิ์ทรายทอง ที่โด่งดังในยุคปัจจุบัน นับว่าพระปลัดมานพ
ทุลฺลโภ และพระอาจารย์พิชัย รตฺญาโณ คือ
ผู้สร้างสรรค์และเผยแพร่เกียรติคุณให้กับหลวงปู่สุข ธมฺมโชโต
ให้มีชื่อเสียงขจรขจายโดยเฉพาะในด้าน
วัตถุมงคลของของหลวงปู่สุขซึ่งเป็นที่เสาะแสวงหาของลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป
ราคาเช่าหากในปัจจุบัน จึงมีราคาแพง เพราะเสาะหาได้ยากยิ่ง
พระอาจารย์พิชัย รตฺญาโณ หรือ พิชัย โสมศรีแก้ว
ปัจจุบันได้ลาสิกขาบทและประกอบอาชีพส่วนตัวเปิดโรงพิมพ์อยู่ที่อำเภอละหานทราย
จังหวัดบุรัมย์ ได้กล่าวถึงพระอาจารย์หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต ดังนี้
พระอาจารย์พิชัย รตฺญาโณ ในขณะนั้นดำรงคำแหน่งรองเจ้าอาวาส
ได้หลวงปู่พัฒนาและถาวรวัตถุอาทิ เช่น ศาลาการเปรียญ โบสถ์
โดยท่านได้ขออนุญาตหลวงปู่สุข จัดสร้างวัตถุมงคลตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๒
จนกระทั่งหลวงปู่มรณภาพ ได้ร่วมกับ พระปลัดมานพ ทุลฺลโภ วัดชิโนรสาราม
กรุงเทพมหานครซึ่งพระปลัดมานพ ท่านเป็นชาวนางรอง
นับถือเลื่อมใสหลวงปู่สุขมาก
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
วัตถุมงคลของท่านได้สร้างเอาไว้มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เช่น
เหรียญรุ่นต่าง ๆ พระเนื้อผงรุ่นต่าง ๆ ล็อกเกต
รูปถ่ายหลงตะกรุด รูปถ่ายกรอบกระจก แหวน พระหล่อ ตะกรุด
ผ้ายันต์ กระดาษยันต์ สีผึ้ง เป็นต้น
รูปหล่อหลวงปู่สุข
ที่ได้รับความนิยม คือ รุ่นที่ท่านสร้างและนำไปแจกที่วัดหนองติม ปี 2498
และปี 2500
(ออกวัดโพธิ์ทรายทอง) รุ่น ปี
2512
ออกวัดชิโนรส รุ่นปี 2513
มีทั้งออกวัดโพธิ์ทรายทอง และวัดโพ (โคราช) รุ่นปี
2514
แจกวัดแจ้งใน (โคราช) เป็นต้น
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง เมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู
ลัทธิไศวนิกาย มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย
ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17
และในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาในช่วงนั้น
ประกอบด้วยอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ
ที่ตั้งเรียงรายขึ้นไปจากลาดเขาทางขึ้นจนถึงปรางค์ประธานบนยอดอันเปรียบเสมือนวิมานที่ประทับของพระศิวะ
บันไดทางขึ้นช่วงแรกทำเป็นตระพัง (สระน้ำ) สามชั้นผ่านขึ้นมาสู่พลับพลาชั้นแรก
จากนั้นเป็นทางเดินซึ่งมีเสานางเรียงปักอยู่ที่ขอบทางทั้งสองข้างเป็นระยะๆ
ถนนทางเดินนี้ ทอดไปสู่สะพานนาคราช
ซึ่งเปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างดินแดนแห่งมนุษย์และสรวงสวรรค์
ด้านข้างของทางเดินทางทิศเหนือมีพลับพลาสร้างด้วยศิลาแลง 1 หลัง
เรียกกันว่า โรงช้างเผือก สุดสะพานนาคราชเป็นบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท
ซึ่งทำเป็นชานพักเป็นระยะๆ รวม 5 ชั้น สุดบันไดเป็นชานชลาโล่งกว้าง
ซึ่งมีทางนำไปสู่สะพานนาคราชหน้าประตูกลางของระเบียงคด
อันเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านเข้าสู่ลานชั้นในของปราสาท
และจากประตูนี้ยังมีสะพานนาคราชรับอยู่อีกช่วงหนึ่งก่อนถึงปรางค์ประธาน
วัดเขาอังคาร
ตั้งอยู่บนเขาอังคารซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว
อยู่ห่างจากปราสาทหินพนมรุ้งไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร
ภายในบริเวณวัดเคยมีการค้นพบโบราณสถานเก่าแก่และใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดีหลายชิ้น
ปัจจุบันเป็นวัดที่สวยงามใหญ่โตแห่งหนึ่งของบุรีรัมย์
มีการก่อสร้างโบสถ์ ศาลาและอาคารต่าง ๆ
เลียนแบบสถาปัตยกรรมสมัยต่างๆ หลายรูปแบบ
มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธชาดก
อ่างเก็บน้ำทุ่งแหลม เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก
ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้เป็นจุดแวะพักริมทาง มีศาลาริมน้ำ
ในฤดูแล้งมีฝูงนกเป็ดน้ำจำนวนมากมายอาศัยอยู่ที่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้
ปราสาทหินเมืองต่ำ
เป็นปราสาทขอมที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามโดดเด่นน่าชมอีกแห่งหนึ่งของบุรีรัมย์
ตัวปราสาท ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหลักคือ ปรางค์อิฐ 5 องค์
สร้างอยู่บนฐานเดียวกัน ก่อด้วยศิลาแลง องค์ปรางค์ทั้ง 5
ตั้งเรียงกันเป็น 2 แถว แถวหน้า 3 องค์ แถวหลัง 2 องค์
ปรางค์ประธานซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ตรงกลางแถวหน้า
ปัจจุบันคงเหลืออยู่เพียงส่วนฐาน ส่วนองค์อื่นๆ
ที่เหลืออยู่ก็มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน
เป็นจุดที่เหมาะแก่การดูนกน้ำ โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน -
เมษายน มีสำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ อยู่ด้านซ้ายมือริมถนน
แหล่งตัดหิน ตั้งอยู่ในเขตอำเภอบ้านกรวด ติดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
เป็นแหล่งหินทรายที่คนสมัยขอม ตัดหินเอาไปสร้างปราสาทต่างๆ
ในเขตอีสานใต้ อยู่บริเวณเขากลอยและเขากระเจียว
หินบางก้อนปรากฏรอยตอกเนื้อหินให้เป็นรูเรียงกันเป็นแนวยาว
หินบางก้อนถูกเซาะสกัดเป็นร่องขาดจากกัน
และยังมีหินที่ถูกตัดและงัดขึ้นมาเป็นแท่งสี่เหลี่ยมอยู่ทั่วไป
ศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้ เป็นสถานที่รวบรวมจัดแสดงโบราณวัตถุ
ศิลปวัตถุอันมีค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวัฒนธรรมท้องถิ่น
เป็นแหล่งข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัย
จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับช้าง ชาวส่วย ผ้าพื้นเมือง
จิตรกรรมฝาผนัง เครื่องถ้วยและเตาเผาโบราณ วิถีชีวิตชาวอีสาน
พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ตั้งอยู่ในตัวเมืองทางไปอำเภอประโคนชัย
เพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี
ผู้ทรงก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์
เมื่อครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก
วนอุทยานเขากระโดง
เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟโบราณซึ่งยังคงปรากฏร่องรอยปากปล่องให้เห็นได้ชัดเจน
ปากปล่องภูเขาไฟมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำลึก มีน้ำขังตลอดปี
เป็นที่ประดิษฐานพระสุภัทรบพิตร
พระพุทธรูปองค์ใหญ่คู่เมืองบุรีรัมย์และมีปรางค์กู่โบราณ
ภายในประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง
วนอุทยานนี้มีพันธุ์ไม้พื้นเมืองน่าศึกษาหลายชนิด
อ่างเก็บน้ำห้วยตลาดและสวนนกบุรีรัมย์
จากการสำรวจพบว่าในแต่ละปีมีนกชนิดต่าง ๆ
มาอาศัยอยู่โดยรอบจำนวนกว่า 100 ชนิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายนจะมีฝูงนกมาอาศัยอยู่มากเป็นพิเศษ
บางชนิดใกล้สูญพันธุ์และหาดูได้ยาก เช่น นกเป็ดหงส์ นกเป็ดก่า
และนกกาบบัว
แหล่งเตาโบราณ ในบริเวณอำเภอบ้านกรวด
นักโบราณคดีได้สำรวจพบเตาเผา และเครื่องปั้นดินเผาโบราณจำนวนมาก
เตาโบราณเหล่านี้มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-19
เป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยขอม เพื่อเป็นสินค้าป้อนให้กับเมืองต่างๆ
โดยมีการทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
และขยายขอบเขตการผลิตไปยังพื้นที่ใกล้เคียง
ปราสาทวัดโคกงิ้ว เป็นโบราณสถานสมัยขอม ด้านหลังวัดโคกงิ้ว
เป็นอโรคยาศาลหรือโรงพยาบาลที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระเจ้าชัยวรมันที่
7 ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ตามคติในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน
อนุสาวรีย์เราสู้
อยู่ที่อำเภอโนนดินแดงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522
เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของประชาชน ตำรวจ ทหาร
ที่เสียชีวิตจากการต่อสู้ผู้ก่อการร้าย
ที่ขัดขวางการสร้างเส้นทางยุทธศาสตร์สายนี้
เขื่อนลำนางรอง
เป็นพื้นที่โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงตามพระราชดำริ
เขื่อนลำนางรองเป็นเขื่อนดิน
ได้รับการปรับปรุงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
ปราสาทหนองหงส์ เป็นโบราณสถานขนาดเล็กประกอบด้วยปรางค์ 3
องค์ ก่อด้วยอิฐ ตั้งบนฐานก่อด้วยศิลาแลงต่อเนื่องเป็นฐานเดียวกัน
ปรางค์ทั้งสามมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง
องค์กลางขนาดใหญ่กว่าสององค์ที่ขนาบข้าง
แต่เดิมเคยมีทับหลังประดับจำหลักลายอย่างสวยงาม
ด้านหน้าของปรางค์องค์กลาง มีทางเดินยื่นยาวออกไป
มีบันไดทางด้านหน้าและด้านข้างทั้งสอง มีวิหารหรือบรรณาลัยอีก 1
หลัง ก่อด้วยศิลาแลงหันหน้าเข้าหาปรางค์องค์ทิศใต้
อาคารทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง
มีซุ้มประตูด้านหน้าและด้านหลัง ศิลปะเขมรแบบบาปวน
อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16
พระพุทธรูปใหญ่ พระพุทธรูปปฎิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎรนิมิตมนิน
เป็นพระยืนขนาดใหญ่ริมแม่น้ำมูล ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอสตึก
เป็นที่เคารพสักการะของชาวสตึกและจังหวัดใกล้เคียง
พระเจ้าใหญ่วัดหงษ์ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ปางสมาธิ
สร้างด้วยศิลาแลง มีลักษณะของศิลปะพื้นเมืองประดิษฐานอยู่ที่วัดหงษ์
หรือวัดศีรษะแรด เป็นที่เคารพสักการะของประชาชน
พบพระพิมพ์รูปใบขนุน รวมปางสำริด
และพระพุทธรูปแกะสลักจากนอแรดที่ใต้ฐาน พระเจ้าใหญ่
หมูบ้านทอผ้าไหมอำเภอนาโพธิ์
เป็นแหล่งทอผ้าไหมโดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่
ได้รับความสนับสนุนช่วยเหลือในด้านการพัฒนาฝีมือให้ได้มาตรฐานทั้งรูปแบบ
วิธีการผลิต ลวดลาย การให้สี จากศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ
ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
กู่สวนแตง เป็นโบราณสถานแบบขอมอีกแห่งหนึ่ง
ซึ่งประกอบด้วยปรางค์อิฐ 3 องค์ ตั้งเรียงในแนวเหนือ-ใต้
บนฐานศิลาแลงเดียวกัน ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่
มีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ด้านหน้าที่มุขยื่นออกมาเล็กน้อย ตรงหน้าบันเหนือประตูหลอกทั้ง 3
ด้าน มีลักษณะยื่นออกมาและมีแผ่นศิลาทรายรองรับ ส่วนปรางค์อีก 2
องค์ มีขนาดเล็กกว่า ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
มีประตูเดียวทางด้านหน้าเช่นกัน ส่วนผนังอีก 3 ด้าน
ก่อเรียบทึบสำหรับบนพื้นหน้าปรางค์
มีส่วนประกอบสถาปัตยกรรมหินทรายอื่นๆ ตกหล่นอยู่ เช่น
ฐานบัวยอดปรางค์ กลีบขนุนรูปนาค 6 เศียร
อายุของกู่สวนแตงสามารถกำหนดได้จากทับหลังของปรางค์
ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครและที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17
|