|
พระครูจันทรสรคุณ (เสี่ยง) วัดจันทรรังษีมุนีวงษ์
(เสมาใหญ่) นครราชสีมา

วัดจันทรังษีมุณีวงศ์
ที่อยู่ : วัดจันทรังษีมุณีวงศ์
ตำบลจันทรังษีมุณีวงศ์ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
วัดในบริเวณใกล้เคียง
วัดจันทรังษีมุณีวงศ์
วัดมงคลหัตถีสันติวาส วัดอินแปลงแสงสว่าง วัดราษฏร์ประดิษฐ์
โรงเรียนในบริเวณใกล้เคียง
วัดจันทรังษีมุณีวงศ์
โรงเรียนบ้านนาดอนบก โรงเรียนบ้านเสมา โรงเรียนบ้านหนองแจ้งน้อย
โรงเรียนวัดบ้านหนองหัวช้าง
ข้อมูลประวัติ
เกิด ปี
2410
เกิดที่บ้านเสมาใหญ่ นครราชสีมา เป็นบุตรของ นายบุญตา นางจันทร์
บรรพชา อายุ
15
ปี ณ วัดเสมาเหนือ (วัดน้อย)
อุปสมบท อายุ
20
ปี พ.ศ.2430
ณ วัดเสมาใหญ่
มรณภาพ วันพุธที่
14
กันยายน 2498
รวมสิริอายุ
88
ปี 68
พรรษา
ประวัติ พระครูจันทรสรคุณ (หลวงพ่อเสี้ยง)
วัดจันทรรังษีมุณีวงษ์ หรือวัดเสมาใหญ่ อ.คง จ.นครราชสีมา
โดยสังเขป
พระครูจันทรสรคุณ หรือหลวงพ่อเสี้ยง วัดจันทรรังษีมุณีวงษ์
หรือวัดเสมาใหญ่ อดีตเจ้าคณะอำเภอคง
เป็นพระคณาจารย์ยุคเก่าของเมืองโคราช มีญาณสมาธิแก่กล้า
เชี่ยวชาญในพระเวทย์วิทยาคม มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
ในสมัยก่อนเมื่อมีงานประจำปีของวัดเสมาใหญ่
จะมีผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อมากราบคารวะหลวงพ่อเสี้ยง
(เดิมท่านชื่อ เสี้ยง เป็นภาษาพื้นเมืองของทางภาคอีสาน แปลว่า เข
หรือ เหล่ เช่น ตาเสี้ยงก็คือ ตาเข หรือตาเหล่)
และขอเครื่องรางของขลังจากท่านเป็นจำนวนมาก
จนถึงขนาดบริเวณวัดเต็มไปด้วยเกวียนพักแรมของผู้เดินทางเต็มไปหมด
ตลอดเวลาที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ได้พัฒนาวัด
สร้างโรงเรียนปริยัติธรรม ศาลาการเปรียญ สร้างโบสถ์ ฯลฯ
และปกครองพระลูกวัดด้วยความเรียบร้อย
นับเป็นผู้สร้างประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
จนกระทั่งวันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ.2498
ท่านจึงได้มรณภาพด้วยอาการสงบ รวมสิริอายุได้ 88 ปี พรรษาที่ 68
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
วัตถุมงคลที่ท่านได้สร้างไว้มีมากมายหลายชนิด เช่น เหรียญ
พระผงรูปเหมือน เป็นต้น เหรียญรุ่นแรก
ถือว่าเป็นเหรียญยอดนิยมอีกเหรียญหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง เมตตามหานิยม
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง
อำเภอเมือง
อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
เป็นอนุสรณ์แด่วีรกรรมอันกล้าหาญของวีรสตรีไทย หรือย่าโม
ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันติดปากโดยทั่วไป สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗
ตั้งอยู่กลางเมือง
ชาวต่างถิ่นที่แวะมาเยือนและชาวเมืองโคราชนิยมมาสักการะและขอพรจากย่าโมอยู่เสมอ
อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง ๑.๘๕ เมตร หนัก ๓๒๕ กิโลกรัม
แต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทาน ในท่ายืน มือขวากุมดาบ
ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายท้าวสะเอว
หันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงเทพฯ
ตั้งอยู่บนฐานไพทีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองซึ่งบรรจุอัฐิของท่าน
ท้าวสุรนารีมีนามเดิมว่า คุณหญิงโม เป็นภรรยาปลัดเมืองนครราชสีมา
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๙
เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ได้ยกทัพเข้ายึดเมืองโคราช
คุณหญิงโมได้รวบรวมชาวบ้านเข้าสู้รบและต่อต้านกองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ไม่ให้ยกมาตีกรุงเทพฯได้เป็นผลสำเร็จ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สถาปนาคุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารี
ประชาชนพร้อมใจกันจัดงานเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารีขึ้นระหว่างวันที่
๒๓ มีนาคม ถึงวันที่ ๓ เมษายน
เป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณความดีของท่าน
ประตูชุมพล
ตั้งอยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างเมืองนครราชสีมาเป็นเมืองหน้าด่านเมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๙
อันเป็นปีที่พระองค์เสด็จขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา
และสร้างกำแพงประตูเมืองอย่างแข็งแรง โดยมีช่างชาวฝรั่งเศส
ซึ่งเป็นมิตรประเทศกับกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น
เป็นผู้ออกแบบผังเมือง
เมืองนครราชสีมาในขณะนั้นมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด
๑,๐๐๐ x ๑,๗๐๐ เมตร เดิมมีประตูเมืองทั้งหมด ๔ ประตู ได้แก่
ประตูพลแสนด้านทิศเหนือ ประตูพลล้านด้านทิศตะวันออก
ประตูไชยณรงค์ด้านทิศใต้ และประตูชุมพลด้านทิศตะวันตก
ปัจจุบันเหลือเพียงประตูชุมพลเท่านั้นที่เป็นประตูเมืองเก่า
ส่วนอีกสามประตูได้สร้างขึ้นใหม่
ลักษณะประตูชุมพลเป็นประตูเชิงเทิน ก่อด้วยหินก้อนใหญ่และอิฐ
ฉาบด้วยปูน ส่วนบนเป็นหอรบสร้างด้วยไม้แก่นหลังคามุงกระเบื้อง
ประดับด้วยช่อฟ้า กระจังและนาคสะดุ้ง
กำแพงต่อจากประตูทั้งสองข้างก่อด้วยอิฐ ส่วนบนสุดทำเป็นรูปใบเสมา
ศาลหลักเมือง
ตั้งอยู่ถนนจอมพล มุมวัดพระนารายณ์มหาราช ลักษณะเป็นศาลเจ้าแบบจีน
ประดิษฐานเสาหลักเมืองนครราชสีมา เป็นที่สักการะบูชาของชาวไทยและจีน
สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่าง พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑
ตัวศาลและเสาหลักเมืองทำด้วยไม้
ผนังศาลด้านทิศตะวันออกเป็นกระเบื้องดินเผาปั้นลวดลายนูนต่ำเป็นเรื่องราวการสู้รบของท้าวสุรนารีและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยโบราณ
ศาลเจ้าพ่อช้างเผือก
เป็นศาลเจ้าเล็ก ๆ ตั้งอยู่ริมคูเมืองด้านทิศเหนือ
ตรงมุมถนนมนัสตัดกับถนนพลแสน
สร้างครอบหลักตะเคียนหินซึ่งเดิมเป็นหลักที่ชาวเมืองภูเขียวนำช้างเผือกมาผูกไว้เพื่อให้พนักงานกรมคชบาลตรวจดูลักษณะช้างก่อนกราบทูลถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
เพื่อทรงรับไว้เป็นพระราชพาหนะ
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ตั้งอยู่ที่ถนนสุรนารายณ์ เมื่อผ่านเข้ามาในบริเวณสถาบันราชภัฏให้แยกซ้ายตามป้ายจะพบเรือนไม้สองชั้นและเรือนโคราช
อันเป็นสถานที่รวบรวมและจัดเก็บข้อมูล สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้
รวมทั้งวัตถุโบราณ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาข้อมูล
ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโคราชและชาวอีสานทั่วไปในอดีต
การจัดแสดงแบ่งเป็นห้องตามหัวข้อ อาทิ เมืองโคราช เอกสารโบราณ
อาชีพพื้นบ้าน ผ้าอีสาน ของดีโคราช ดนตรี คนดีศรีโคราช เป็นต้น
เปิดให้เข้าชมในวันและเวลาราชการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐
๔๔๒๔ ๖๓๔๑ ต่อ ๑๒๑๖ โทรสาร ๐ ๔๔๒๔ ๔๗๓๙
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์
ตั้งอยู่ในบริเวณวัดสุทธจินดา ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด
จัดแสดงศิลปวัตถุทั้งที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดารวบรวมไว้
โบราณวัตถุที่กรมศิลปากรได้สำรวจขุดพบในเขตจังหวัดนครราชสีมา
ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียงและที่มีผู้บริจาค ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป
มีทั้งพระศิลาสมัยขอม พระพุทธรูปสมัยอยุธยา พระพุทธรูปสัมฤทธิ์
เครื่องเคลือบดินเผา เครื่องใช้สมัยโบราณ ภาพไม้แกะสลัก
เปิดให้เข้าชมระหว่างเวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ในวันพุธถึงวันอาทิตย์
ปิดวันจันทร์ วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย
และชาวต่างประเทศคนละ ๑๐ บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
โทร.๐ ๔๔๒๔ ๒๙๕๘
วัดศาลาลอย
ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง
โดยแยกจากถนนรอบเมืองไปประมาณ ๕๐๐ เมตร วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับลำตะคองซึ่งไหลพาดผ่านตอนเหนือของตัวเมืองไปลงสู่แม่น้ำมูล
ท้าวสุรนารีกับท่านปลัดสามีสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๐
จุดเด่นของวัดอยู่ที่พระอุโบสถซึ่งได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา
จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖เป็นอุโบสถที่สร้างแบบศิลปไทยประยุกต์
เป็นรูปสำเภาโต้คลื่น
ใช้วัสดุพื้นเมืองคือกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนนำมาประดับตกแต่ง
เช่น ผนังด้านหน้าอุโบสถเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ
ผนังด้านหลังเป็นภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์
ส่วนบานประตูเป็นโลหะลายนูน ภาพเล่าเรื่องเวชสันดรชาดก (๑๓ กัณฑ์)
ภายในมีพระประธานปูนปั้นสีขาว ปางห้ามสมุทร
เป็นพระพุทธรูปยืนประทับ ณ ประตูเมืองสังกัสนคร
สมเด็จพระสังฆราชได้ทรงถวายพระนามว่า พระพุทธประพัฒน์สุนทรธรรมพิศาล
ศาลาลอยพิมาลวรสันติสุขมุนินทร์ หน้าประตูอุโบสถมีปูนปั้นรูปท้าวสุรนารีนั่งพนมมือกลางสระน้ำ
ตัวอุโบสถล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วรูปเสมา สัญลักษณ์ของเมืองเสมาเดิม
ด้านข้างมีสถูปขนาดเล็กซึ่งเคยใช้เป็นที่บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี
อนุสรณ์สถานนางสาวบุญเหลือ
ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนบุญเหลือวิทยานุสรณ์ ตำบลโคกสูง
อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๒.๕ กิโลเมตร
อยู่ทางด้านซ้ายมือตามเส้นทางสายนครราชสีมา-ชัยภูมิ
ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๒๙
อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์สูง ๑๗๕ เซนติเมตร
สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของนางสาวบุญเหลือและเหล่าบรรพบุรุษของชาวนครราชสีมา
ที่ได้พลีชีพเพื่อปกป้องชาติเมื่อครั้งสงคราม เจ้าอนุวงศ์ ปี พ.ศ.
๒๓๖๙ ที่ทุ่งสัมฤทธิ์
ด้วยการใช้ดุ้นฟืนติดไฟโยนเข้าใส่กองเกวียนดินดำของกองทัพลาวจนระเบิดเสียหายหมดสิ้น
และตัวนางได้สิ้นชีวิตในการสู้รบในครั้งนั้น
ปราสาทพนมวัน
ตั้งอยู่ที่บ้านมะค่า ตำบลโพธิ์ จากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข ๒
(นครราชสีมา-ขอนแก่น) ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางด้านขวามือ
แยกเข้าไปอีกประมาณ ๕ กิโลเมตร เป็นปราสาทขอมที่น่าชมอีกแห่งหนึ่ง
สันนิษฐานว่าเดิมก่อสร้างด้วยอิฐในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕
ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘๑๙ จึงได้สร้างอาคารหินซ้อนทับลงไป
จากจารึกที่ค้นพบ เรียกปราสาทแห่งนี้ว่าเทวาศรม เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู
ต่อมาจึงได้เปลี่ยนแปลงให้เป็นพุทธสถาน ปัจจุบันแม้จะหักพังไปมาก
แต่ยังคงเห็นซากโบราณสถานหลงเหลือเป็นเค้าโครงค่อนข้างชัดเจนเช่น
ปรางค์จตุรมุของค์ประธานหลักซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกโดยมีมณฑปอยู่เบื้องหน้าและมีฉนวน
(ทางเดิน) เชื่อมต่อระหว่างอาคารทั้งสอง
ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปรางค์มีอาคารก่อด้วยหินทรายสีแดงเรียกว่า
ปรางค์น้อย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหินขนาดใหญ่
บริเวณโดยรอบปราสาทมีระเบียงคตสร้างด้วยหินทรายและศิลาแลงล้อมเป็นกำแพงอยู่
มีโคปุระ (ประตูทางเข้าเทวสถาน) ก่อสร้างเป็นรูปหอสูงทั้งสี่ทิศ
บริเวณรอบนอกปราสาททางด้านทิศตะวันออกห่างจากโบราณสถานเกือบ ๓๐๐
เมตร มีร่องรอยของคูน้ำและเนินดินเรียกว่า เนินอรพิม
นอกจากนี้ยังพบศิลาแลงจัดเรียงเป็นแนวคล้ายซากฐานอาคารบนเนินแห่งนี้ด้วย
สวนสัตว์นครราชสีมา
อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ตามทางหลวงหมายเลข
๓๐๔(นครราชสีมา-ปักธงชัย) ระยะทาง ๑๘ กิโลเมตร
เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ (ทางหลวงหมายเลข ๒๓๑๐)
อีกประมาณ ๑ กิโลเมตร
หากเดินทางรถโดยสารจากตัวเมืองสามารถใช้บริการรถปรับอากาศสาย ๑๔๑๕
(สุรนารี-สวนสัตว์)
สวนสัตว์นครราชสีมามีพื้นที่กว้างขวางถึง ๕๔๕ ไร่
เป็นสวนสัตว์แบบซาฟารีกึ่งเปิดและปิดที่ทันสมัยได้มาตรฐานที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
คอกสัตว์กว้างขวาง
จัดสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับนิสัยสัตว์แต่ละชนิด
ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ป่าแอฟริกาที่น่าสนใจ ได้แก่ นกเพนกวิน แมวน้ำ
ช้างแอฟริกา อูฐ จิงโจ้ แรด เสือชีต้าห์ สิงโต ม้าลาย ยีราฟ
เป็นต้น และยังมีอาคารจัดแสดงสัตว์เลื้อยคลาน และสวนนกเงือก
จึงเหมาะแก่การทัศนศึกษาเรียนรู้ชีวิตสัตว์และพักผ่อนหย่อนใจ
ภายในสวนตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม
มีบริการรถพ่วงวิ่งรอบบริเวณ รวมทั้งจักรยานให้เช่าอีกด้วย
นอกจากนั้น
ภายในสวนสัตว์นครราชสีมายังมีส่วนสวนสัตว์เด็กและสวนสัตว์ศึกษา
สร้างโดยมีวัตถุประสงค์ให้เด็ก เยาวชน และประชาชน
ได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์อย่างใกล้ชิด
รูปแบบของสวนสัตว์เด็กและสวนสัตว์ศึกษานั้นจัดเป็นห้องโถงแสดงนิทรรศการด้วยสื่อและเทคนิคต่าง
ๆ เช่น หุ่นจำลองโมเดล ๓ มิติเกี่ยวกับการกำเนิดโลก
กำเนิดสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ชีวิตในทะเล
ระบบนิเวศน์ กำเนิดมนุษย์ และโลกของไข่
เปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่างเวลา ๐๘.๓๐๑๗.๐๐ น. อัตราค่าเข้าชม
เด็ก ๑๐ บาท ผู้ใหญ่ ๓๐ บาท รถยนต์ ๓๐ บาท รถบัส ๔๐ บาท
สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐ ๔๔๓๕ ๗๓๕๕
สวนสัตว์เด็กและสวนสัตว์ศึกษาโทร. ๐ ๔๔๓๕ ๙๒๓๑ หรือ
www.koratzoo.or.th
พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน (ศูนย์วิจัยเพื่อการศึกษา ค้นคว้า
อนุรักษ์ไม้กลายเป็นหิน)
ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ตำบลสุรนารี การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๐๔
(นครราชสีมา-ปักธงชัย) ระยะทาง ๑๙ กิโลเมตร เลี้ยวขวากิโลเมตรที่
๑๒๑ เข้าไปทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (ประตูที่ ๒) อีก ๒
กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองสายมิตรภาพ-หนองปลิงอีก ๑
กิโลเมตร
ปัจจุบันเป็นที่เก็บไม้กลายเป็นหินซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากกว่าหมื่นชิ้น
บางส่วนจัดแสดงในบริเวณสวน บริเวณนี้มีการขุดพบเศษไม้
ท่อนไม้กลายเป็นหินตั้งแต่ระดับผิวดินถึงระดับความลึก ๘ เมตร
มีขนาดต่าง ๆ กัน ตั้งแต่ขนาดกรวดจนถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า
๕๐ เซนติเมตร และบางชิ้นมีความยาวมากกว่า ๑ เมตร มีสีสันหลากหลาย
ทั้งในก้อนเดียวจนถึงต่างก้อนกัน มีอายุอยู่ในช่วงประมาณ ๑ ถึง ๗๐
ล้านปี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐ ๔๔๒๑ ๖๖๑๗-๘, ๐ ๔๔๒๑
๖๖๒๐-๑
อำเภอปากช่อง
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
มีพื้นที่ประมาณ ๒,๑๖๘ ตารางกิโลเมตรในเทือกเขาพนมดงรัก
ครอบคลุมพื้นที่ ๔ จังหวัด คือ นครราชสีมา นครนายก สระบุรี
และปราจีนบุรี
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ขึ้นชื่อเป็นอุทยานมรดกของอาเซียน
ป่าเขาใหญ่สมัยก่อนได้รับสมญานามว่า ดงพญาไฟ
ที่ทั้งโหดทั้งดิบสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางผ่านป่าผืนใหญ่ที่กั้นแบ่งเขตภาคกลางและภาคอีสาน
จนกระทั่งเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๖๕ ได้มีชาวบ้านประมาณ ๓๐
ครัวเรือนไปตั้งหลักแหล่ง ถางป่าทำนาทำไร่
สันนิษฐานว่าเป็นพวกที่หลบหนีคดีมา
ต่อมาพื้นที่เขาใหญ่ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย
เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๕
และได้รับสมญาว่าเป็นอุทยานมรดกของอาเซียน
สภาพทั่วไปของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ และป่าดิบชื้น
บางส่วนของพื้นที่เป็นทุ่งกว้างสลับกับป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์
มีพันธุ์ไม้ที่มีคุณค่ามากมายทั้งไม้เศรษฐกิจ ไม้หอม
และสมุนไพรต่าง ๆ ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วย เขาร่ม
ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด ๑,๓๕๑ เมตร และยอดเขาอื่น ๆ
ที่สำคัญมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๘๐๐-๑,๓๐๐ เมตร
ได้แก่ เขาแหลม เขาเขียว เขาสามยอด เขาฟ้าผ่าสูง เขากำแพง
เขาสมอปูนและเขาแก้ว ด้านทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นที่สูงชัน
ส่วนทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกพื้นที่ลาดลง
จากระดับความสูงของพื้นที่และความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าดิบ
ทำให้เขาใหญ่มีอากาศเย็นสบายแม้ในฤดูร้อน
โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ ๒๓ องศาเซลเซียส
ฤดูหนาวราวเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเขาใหญ่มากที่สุด
ส่วนในช่วงฤดูฝน สภาพธรรมชาติบนเขาใหญ่ชุ่มช่ำ
ป่าไม้และทุ่งหญ้าเขียวขจีสดใส
น้ำตกทุกแห่งไหลแรงเสียงดังก้องป่าให้ชีวิตชีวาแก่ผู้ไปเยือนแม้การเดินทางจะค่อนข้างลำบาก
แต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย
ป่าเขาใหญ่มีไม้มีค่าและพืชสมุนไพรนานาชนิดที่สมควรได้รับการดูแลอนุรักษ์ไว้
พันธุ์ไม้ที่น่าสนใจ เช่น ไทร ซึ่งได้รับสมญานามว่า นักบุญแห่งป่า
นักฆ่าแห่งพงไพร
ผลของไทรเป็นอาหารให้สัตว์ป่าหลายชนิดรวมทั้งนกเงือก
แต่ในขณะเดียวกันไทรก็เป็นต้นไม้ที่ต้องอิงอาศัยต้นไม้อื่นในการเจริญเติบโต
จึงไปแย่งน้ำและอาหารทำให้ต้นไม้นั้นค่อย ๆ ตายไปในที่สุด เตยน้ำ
เป็นไม้เลื้อยที่มีกลิ่นคล้ายตะไคร้ภายในมีท่อลำเลียงน้ำขนาดใหญ่สามารถนำมาดื่มได้
สุรามริด ใช้ดองเหล้าแก้ปวดหลังปวดเอว กะเพราต้น เป็นไม้ใหญ่ยืนต้น
แก้เจ็บท้องขับลม เงาะป่า ผลมีขนแข็งสีเหลืองแต่รับประทานไม่ได้
และ กฤษณา ไม้ซึ่งสามารถสกัดเปลือกไปทำเครื่องหอมได้ เป็นต้น
สัตว์ป่าที่สามารถพบเห็นบ่อยได้แก่ เก้ง กวาง ตามทุ่งหญ้า
นอกจากนี้ยังอาจพบช้างป่า หมีควาย หมูป่า ชะนี เม่น พญากระรอก
หมาใน ชะมด อีเห็น กระต่ายป่า รวมทั้งเสือโคร่ง
กระทิงและเลียงผาซึ่งก็มีถิ่นอาศัยอยู่ที่เขาใหญ่เช่นกัน
อุทยานฯได้สร้างหอสูงสำหรับส่องดูสัตว์อยู่สองจุด คือ
บริเวณมอสิงโตและหนองผักชี อนุญาตให้ขึ้นไประหว่างเวลา ๐๘.๐๐-๑๘.๐๐
น.
บริเวณที่ตั้งหอดูสัตว์เป็นทุ่งหญ้าซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานฯจะเผาทุกปีเพื่อให้เกิดหญ้าอ่อน
หรือหญ้าระบัดขึ้นสำหรับเป็นอาหารสัตว์
และยังมีโป่งดินเค็มที่เป็นแหล่งเกลือแร่ของสัตว์ต่าง ๆ อยู่ด้วย
นักท่องเที่ยวที่ต้องการนั่งรถส่องสัตว์ในเวลากลางคืนสามารถติดต่อที่ทำการอุทยานฯ
ก่อนเวลา ๑๘.๐๐ น.
เขาใหญ่ยังเหมาะเป็นที่ดูนกและผีเสื้อ จากการสำรวจ
พบนกจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๙๓ ชนิด และมีอยู่ ๒๐๐ ชนิด
ที่พบว่าอาศัยป่าเขาใหญ่เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยอย่างถาวร
นกที่น่าสนใจได้แก่
นกเงือกซึ่งถือเป็นตัวบ่งชี้ว่าป่านั้นยังคงความอุดมสมบูรณ์
ที่พบบนเขาใหญ่มีอยู่ ๔ ชนิด นอกจากนั้นยังมีนกที่พบเห็นได้บ่อย
ได้แก่ นกขุนทอง นกขุนแผน นกพญาไฟ นกแต้วแล้ว นกโพระดก นกแซงแซว
นกเขา นกกระปูด ไก่ฟ้า และนกกินแมลงชนิดต่างๆ
ส่วนแมลงที่สวยงามและพบเห็นมากคือ ผีเสื้อซึ่งมีอยู่ประมาณ ๕,๐๐๐
ชนิด
การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ มีเส้นทางให้เลือกกว่า ๒๐ เส้นทาง
ที่ต่างกันทั้งความงามของธรรมชาติ และระยะทาง
ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินป่า ซึ่งมีตั้งแต่ ๑-๒ ชั่วโมง เช่น
เส้นทางศึกษาธรรมชาติกองแก้ว เส้นทาง กิโลเมตรที่ ๓๓ (ถนนธนะรัชต์-หนองผักชี)
หรือที่ต้องเข้าไปพักค้างแรมในป่า เช่น เส้นทางน้ำตกนางรอง-เขาใหญ่
เส้นทางเขาสมอปูน หรือเส้นทางหน่วยฯ ขญ.๔-น้ำตกวังเหว เป็นต้น
โดยสามารถติดต่อขอรายละเอียดและเจ้าหน้าที่นำทางได้ที่
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
สถานที่น่าสนใจในเขตอุทยาน
น้ำตกกองแก้ว เป็นน้ำตกเตี้ย ๆ ที่เกิดจากห้วยลำตะคองซึ่งเป็นแนวแบ่งเขตจังหวัดนครนายก
และนครราชสีมา ในฤดูฝนดูสวยงามมาก เหมาะแก่การเล่นน้ำ
สามารถเข้าถึงได้โดยการเดินเท้าจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ
๑๐๐ เมตร
มีสะพานเชือกทอดข้ามลำน้ำให้บรรยากาศการพักผ่อนที่กลมกลืนและบริเวณใกล้ๆ
ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นสั้นๆ
น้ำตกผากล้วยไม้ เป็นน้ำตกขนาดกลางในห้วยลำตะคองเช่นเดียวกัน
ห่างจากที่ทำการฯประมาณ ๗ กิโลเมตร
สามารถเข้าถึงโดยทางรถยนต์และทางเดินเท้า
บริเวณน้ำตกมีกล้วยไม้หวายแดงขึ้นอยู่
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของน้ำตกแห่งนี้และเป็นน้ำตกที่สายน้ำสองสายไหลผ่านชั้นหินทีละชั้นมาบรรจบกันจากน้ำตกผากล้วยไม้มีทางเดินไปน้ำตกเหวสุวัตได้
น้ำตกเหวสุวัต
เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงมากเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ตั้งอยู่สุดถนนธนะรัชต์
รถเข้าถึง จากลานจอดรถเดินลงไปเพียง ๑๐๐ เมตร
หรือจะเดินเท้าต่อจากน้ำตกผากล้วยไม้ไปประมาณ ๓ กิโลเมตร จะได้
เห็นสายน้ำตกลงมาจากหน้าผาสูงราว ๒๐ เมตร
มีจุดชมน้ำตกในระยะไกลที่สามารถมองผ่านแมกไม้เห็นภาพของน้ำตกทั้งหมดในมุมสูงได้สวยงาม
หรือหากต้องการสัมผัสกับสายน้ำตกและแอ่งน้ำด้านล่าง
ก็มีทางเดินลัดเลาะลงไปได้ แต่ในช่วงฤดูฝนน้ำจะมาก ไหลแรง
และเย็นจัดควรระมัดระวังอันตราย
น้ำตกเหวไทร-เหวประทุน
จากน้ำตกเหวสุวัตมีป้ายบอกทางเดินต่อไปยังน้ำตกสองแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก
เป็นสายน้ำที่เชื่อมต่อกับน้ำตกเหวสุวัต
ทางลงสู่น้ำตกชันมากและลื่นโดยเฉพาะหลังฝนตก
บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นมาก หากเดินไปอย่างเงียบ ๆ ระหว่างทาง
อาจได้พบกับสัตว์เล็ก ๆ เช่น นก กระรอก
น้ำตกเหวนรก เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสูงที่สุดของอุทยานฯ
อยู่ห่างจากที่ทำการฯลงมาทางทิศใต้ทางที่จะลงไปปราจีนบุรี
โดยต้องเดินเท้าแยกจากทางสายหลักไปประมาณ ๑ กิโลเมตร
ถึงจุดชมวิวที่มีมุมมองเห็นน้ำตกได้สวยงาม น้ำตกมีทั้งหมด ๓ ชั้น
ชั้นแรกสูงประมาณ ๖๐ เมตร
เมื่อน้ำไหลผ่านหน้าผาชั้นนี้จะพุ่งลงสู่หน้าผาชั้นที่ ๒ และ ๓
ที่อยู่ถัดลงไปใกล้ ๆ กันในลักษณะชันดิ่ง ๙๐ องศา
รวมความสูงไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ เมตร
ในฤดูฝนสายน้ำที่ไหลทะลักไปสู่หุบเหวเบื้องล่างจะแรงมากจนน่ากลัวและเมื่อกระทบหินเบื้องล่างจะแตกกระเซ็นสร้างความชุ่มชื้นไปทั่วบริเวณ
บริเวณน้ำตกเหวนรกเป็นเขตหากินของช้างป่า
ซึ่งช้างมักจะไม่เปลี่ยนเส้นทางหากิน จึงมักเกิดเหตุโศกนาฎกรรมช้างพลัดตกเหวอยู่เนือง
ๆ
น้ำตกไม้ปล้อง
เป็นน้ำตกที่พบมานานแต่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่
มีทั้งหมด ๕ ชั้น ลดหลั่นกันลงมา ชั้นสูงสุดไม่เกิน ๑๒ เมตร
มีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำตกเหวนรก หรือน้ำตกเหวสุวัต
ตลอดเส้นทางเดินเท้าเรียงรายด้วยโขดหินเล็กใหญ่และลำธารที่สวยงาม
การเดินทางไปน้ำตกนี้เริ่มต้นที่วังตะไคร้
จังหวัดนครนายกโดยต้องเดินเท้าระยะทางประมาณ ๒๔ กิโลเมตร
ติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางได้ที่หน่วยพิทักษ์ฯ ขญ.๙ (นางรอง)
การเดินทาง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๒๐๕
กิโลเมตร สามารถไปได้ ๒ เส้นทางคือ แยกจากถนนมิตรภาพตรง
กิโลเมตรที่ ๕๖ ไปตามถนนธนะรัชต์ประมาณ ๒๓ กิโลเมตร
อีกเส้นทางหนึ่งคือ จากกรุงเทพฯ-แยกหินกอง แล้วไปตามทางหลวงหมายเลข
๓๓ (นครนายก-ปราจีนบุรี) ถึงสี่แยกเนินหอมใช้ทางหลวง ๓๐๗๗
ไปถึงเขาใหญ่
เส้นทางที่สองค่อนข้างชันเหมาะที่จะใช้เป็นทางลงมากกว่า
หากโดยสารรถประจำทางจากกรุงเทพฯ
ให้ลงที่อำเภอปากช่องแล้วต่อรถสองแถวขึ้นเขาใหญ่
บริเวณหน้าตลาดปากช่องรถจะไปถึงตรงแค่ด่านเก็บเงิน ค่ารถ ๑๕ บาท
มีบริการระหว่างเวลา ๐๖.๐๐-๑๗.๐๐ น.
จากนั้นต้องโบกรถขึ้นไปยังที่ทำการฯ
หรือจะเช่ารถจากปากช่องเลยก็ได้ ค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานฯ ชาวไทย
เด็กคนละ ๑๐ บาท ผู้ใหญ่ ๒๐ บาท ชาวต่างประเทศเด็ก ๑๐๐ บาท ผู้ใหญ่
๒๐๐ บาท รถ ๕๐ บาท
ล่องแก่งลำตะคอง
ตลอดลำน้ำจะผ่านบ้านเรือน เรือกสวน และป่าไม้เขียวขจี
มีความยากในการล่องแก่งที่ระดับ ๑-๒ ซึ่งไม่ยากเกินไปนัก
เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งจะลองกิจกรรมประเภทนี้และยังเหมาะแก่การมาท่องเที่ยวกันเป็นครอบครัว
เวลาที่เหมาะสมคือ ระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน เนื่องจากมีน้ำมาก
ความแรงของกระแสน้ำพอที่จะทำให้เกิดความตื่นเต้นแต่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย
ส่วนในฤดูแล้งน้ำจะน้อยเกินไป การล่องแก่งใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง
๔๕ นาที
และอาจเพิ่มรสชาติการผจญภัยด้วยการนั่งช้างชมป่าหลังจากล่องแก่งก็ได้
หากสนใจกิจกรรมนี้ติดต่อได้ที่ ปางช้างเขาใหญ่ (บ้านป่าเขาใหญ่) ถ.ธนะรัชต์
กิโลเมตรที่ ๑๙.๕ โทร. ๐ ๔๔๒๙ ๗๑๘๓
วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม
ตั้งอยู่บริเวณเขาสีเสียดอ้า ตำบลกลางดง แยกจากทางหลวงหมายเลข ๒
(นครราชสีมา-สระบุรี) หลักกิโลเมตรที่ ๑๕๐ ไปตามถนนลาดยางอีก ๓
กิโลเมตร เป็นวัดที่ประดิษฐาน พระพุทธสกลสีมามงคล
เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
รัชกาลที่ ๙ ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า หลวงพ่อขาว หรือ
หลวงพ่อใหญ่ เป็นพระพุทธรูปในพระอิริยาบทนั่งปางประทานพรสีขาวขนาดใหญ่
ขนาดหน้าตักกวัาง ๒๗ เมตร สูง ๔๕ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก
โดดเด่นอยู่บนยอดเขาสูงจากระดับพื้นดิน ๑๑๒ เมตรหรือ ๕๖ วา หมายถึง
พระพุทธคุณ ๕๖ ประการ ส่วนความสูงขององค์พระ ๔๕ เมตร หมายถึง
พระพุทธองค์โปรดเวไนยสัตว์อยู่ ๔๕ พรรษา
หรือเรียกว่าทรงทำพุทธกิจอยู่ ๔๕ พรรษา
หลังจากที่ตรัสรู้แล้วทางขึ้นไปนมัสการองค์พระเป็นบันไดแยกออกสองข้าง
เป็นรูปโค้งเว้าเหมือนขอบใบโพธิ์ นับรวมทั้งด้านซ้ายและขวาทั้งหมด
๑,๒๕๐ ขั้นซึ่งหมายถึง จำนวนพระอรหันต์ที่ไปชุมนุมกัน
โดยมิได้นัดหมายในวันมาฆบูชา
ศูนย์สารสนเทศลิปตพัลลภ ที่พักริมทางลำตะคอง หรือ สวนน้าชาติ
เป็นศูนย์บริการข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และเป็นจุดพักรถเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถและผ่อนคลายความตึงเครียด
จากการเดินทาง ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข ๒ ระหว่างหลักกิโลเมตรที่
๑๙๓-๑๙๔ (เส้นทางสายสระบุรี-นครราชสีมา) บนเนื้อที่ ๓๗ ไร่
เป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพสวยงามเหนืออ่างเก็บน้ำลำตะคองสมบูรณ์ด้วยบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
เป็นแบบอย่างที่พักริมทางที่ทันสมัย ครบวงจรแห่งแรก ภายในบริเวณนี้
นอกจากที่พักชมทิวทัศน์ สวนหย่อม
ร้านขายเครื่องดื่มและของใช้จำเป็น ห้องน้ำ โทรศัพท์สาธารณะ
แล้วยังมีรูปสลักพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี
ในลักษณะท่ากอดอก ยืนพิงมอเตอร์ไซค์คู่ใจ สูง ๓.๔๐ เมตร
แกะสลักจากหินทรายสีเขียวซึ่งเป็นหินชั้นดีที่สุดและมีมากที่สุดในจังหวัดนครราชสีมา
ศูนย์การสุนัขทหาร
ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองสาหร่าย ริมทางหลวงหมายเลข ๒
ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๑๘๓-๑๘๔
เป็นหน่วยงานที่ขึ้นอยู่กับกรมการสัตว์ทหารบก
เป็นศูนย์ฝึกสุนัขทหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
สุนัขที่ฝึกหัดส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ German Shepherd และ Labrador
Retriever ในขณะเดียวกันก็มีชมรมรับฝึกสุนัขให้ผู้สนใจทั่วไปด้วย
และเพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในหน่วยทหาร
ประชาชนสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ภายในศูนย์
โดยจะเปิดให้ชมเป็นพิเศษเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน สิงหาคม
และกันยายน ทุกวัน ส่วนในเดือนอื่น ๆ จะเปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์
ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น. และจะมีการแสดงของสุนัข เช่น
การสาธิตฝึกสุนัขทหารให้เชื่อฟังตามคำสั่งขั้นต้น ขั้นสูง
สาธิตการตรวจค้นระเบิด ยาเสพติด ข้ามเครื่องกีดขวาง เป็นต้น
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๖๐ บาท เด็ก ๓๐ บาท
การเข้าชมต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า สอบถามรายละเอียด โทร. ๐
๔๔๓๙ ๐๑๑๓-๔
อำเภอสีคิ้ว
เขื่อนลำตะคอง
ตั้งอยู่ตำบลลาดบัวขาว ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๖๒ กิโลเมตร
มีทางแยกจากทางหลวงหมายเลข ๒ (นครราชสีมา-สระบุรี)
บริเวณกิโลเมตรที่ ๑๙๓-๑๙๔ ประมาณ ๒ กิโลเมตร
เป็นเขื่อนดินสร้างกั้นลำตะคองที่ช่องเขาเขื่อนลั่นและช่องเขาถ่านเสียดในปี
พ.ศ. ๒๕๐๗ เพื่อนำน้ำเหนือเขื่อนมาใช้ประโยชน์ในด้านชลประทาน
นักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวบนสันเขื่อนเพื่อชมทิวทัศน์ของอ่างเก็บน้ำซึ่งมีฉากหลังเป็นภูเขาสวยงามเหมาะสำหรับพักผ่อนในยามแดดร่มลมตก
เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ ๑๘.๐๐ น
โรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับ
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เขื่อนลำตะคอง ตำบลคลองไผ่
เป็นโครงการโรงไฟฟ้าแบบสูบกลับเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าเสริมระบบในช่วงความต้องการไฟฟ้าสูงสุด
โดยการนำพลังงานไฟฟ้าที่เหลืออยู่ (ช่วงมีความต้องการไฟฟ้าน้อย)
ในระบบมาใช้สูบน้ำจำนวนหนึ่งที่มีอยู่ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองเดิม
(ของกรมชลประทาน) ขึ้นไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำข้างบน (กฟผ.สร้างขึ้นใหม่)
และเมื่อมีความต้องการไฟฟ้ามากในช่วงหัวค่ำ
ก็ปล่อยน้ำจำนวนเดียวกันนี้ให้ไหลกลับคืนลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองตามเดิมโดยผ่านกังหันน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าเสริมระบบ
เป็นปัจจัยในการพัฒนาอุตสาหกรรมในภูมิภาคอย่างมาก
สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมโครงการต้องทำหนังสือติดต่อล่วงหน้า
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๔๔๒๑ ๔๙๙๐-๓
แหล่งหินตัดสีคิ้ว
ตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข ๒) ห่างจากตัวเมืองประมาณ
๔๐ กิโลเมตร บริเวณกิโลเมตรที่ ๒๐๕-๒๐๖
ด้านซ้ายมือเป็นเนินเขาที่เต็มไปด้วยหินทรายสีขาว
ปรากฏร่องรอยของการสกัดหินเป็นร่องลึกรูปสี่เหลี่ยมขนาดต่างๆอยู่หลายแนวและยังทิ้งร่องรอยของคมสิ่วที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสกัด
สันนิษฐานว่าเดิมคงจะนำหินทรายบริเวณนี้ไปสร้างปราสาทหินที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
เช่น ปราสาทเมืองแขก ปราสาทโนนกู่ ปราสาทเมืองเก่า
วัดเขาจันทน์งาม
ตั้งอยู่ที่บ้านเลิศสวัสดิ์ จากตัวเมืองใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๒
(นครราชสีมา-สระบุรี) ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร บริเวณกิโลเมตรที่
๑๙๘๑๙๙ มีทางแยกซ้ายเข้าไปประมาณ ๔ กิโลเมตร
เป็นแหล่งศิลปะภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์
ซี่งอยู่บริเวณด้านหลังวัด
โดยเดินเท้าผ่านสวนหินและป่าธรรมชาติอันร่มรื่นและเงียบสงบเข้าไปประมาณ
๑๕๐ เมตร
จะพบภาพเขียนลงสีแบบเงาทึบสีแดงเป็นแนวปรากฏอยู่บนเพิงผาหินทรายด้านหนึ่ง
อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ ๔ เมตร
เป็นรูปคนและสัตว์ที่แสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่หรือกิจกรรมบางอย่างของกลุ่มคน
เช่น ลักษณะการแต่งกาย การดำรงชีวิต การล่าสัตว์
สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะที่สร้างขึ้นโดยชุมชนเกษตรกรรมที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้มีอายุระหว่าง
๓,๐๐๐ ๔,๐๐๐ ปี
อำเภอสูงเนิน
โบราณสถานเมืองเสมา
ตั้งอยู่ที่ตำบลเสมา ห่างจากนครราชสีมาประมาณ ๓๗ กิโลเมตร
จากตลาดอำเภอสูงเนิน
เดินทางข้ามทางรถไฟเลี้ยวซ้ายผ่านบ้านหินตั้งไปจนถึงเมืองเสมาเป็นระยะทางประมาณ
๕ กิโลเมตร แผนผังเมืองเสมาเป็นรูปไข่กว้าง ๓ กิโลเมตร ยาว ๔
กิโลเมตร
ปัจจุบันยังเห็นร่องรอยคูเมืองและกำแพงดินล้อมรอบเป็นบางส่วน
เมืองนี้เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ตั้งขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒
และมีพัฒนาการสืบเนื่องมาถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗
ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมขอมโบราณ
บริเวณเมืองเสมามีซากโบราณสถานก่อด้วยศิลาแลงและหินทรายหลงเหลืออยู่
มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก
ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ
พระนอนหินทรายและธรรมจักรเก่าแก่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในบริเวณวัดธรรมจักรเสมาราม
วัดธรรมจักรเสมาราม
ตั้งอยู่ที่บ้านคลองขวาง ตำบลเสมา
ห่างจากที่ว่าการอำเภอสูงเนินประมาณ ๖ กิโลเมตร แต่เดิมบริเวณนี้เป็นศาสนสถานในสมัยทวารวดี
มีโบราณวัตถุที่สำคัญคือ พระพุทธรูปปางไสยาสน์
ก่อสร้างด้วยหินทรายแดงขนาดใหญ่หลายๆก้อนประกอบกันขึ้นตามแนวทิศเหนือทิศใต้
มีความยาว ๑๓.๓๐ เมตร สูง ๒.๕๐ เมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ.
๑๒๐๐ พระเศียรอยู่ทางทิศใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยมประกอบด้วยหินทรายสี่แผ่นวางซ้อนกัน
พระวรกายประกอบด้วยหินทรายรวมกันเป็นแผ่นในแนวตั้ง
นอกจากนี้ยังมีธรรมจักรหินทรายเก่าแก่ รูปซี่กงล้อ
ตอนล่างสลักลายคล้ายหน้าพนัสบดี( เจ้าป่า ต้นโพธิ์ ต้นไทร)
เก็บรักษาไว้ในศาลา ส่วนโบราณวัตถุอื่น ๆได้แก่พระพุทธรูปสำริด
พระพิมพ์ดินเผา ลูกปัดแก้ว
แวดินเผาที่ใช้ปั่นด้าย และศิลาจารึก
จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
เมืองโบราณที่ตำบลโคราช หรือ เมืองโคราชเก่า
ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมขอมในอดีตที่พบในเขตนครราชสีมา
มีร่องรอยโบราณสถานหลงเหลือให้เห็น ๓ แห่งด้วยกันคือ ปราสาทโนนกู่
ปราสาทเมืองแขก ปราสาทเมืองเก่า
การเดินทางจากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ (นครราชสีมา-สระบุรี)
ไปจนถึงกิโลเมตรที่ ๒๒๑-๒๒๒ เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๑๖๑
(เข้าสู่อำเภอสูงเนิน)ไปประมาณ ๓ กิโลเมตร
ให้สังเกตทางแยกขวามือข้างวัดญาณโศภิตวนาราม(วัดป่าสูงเนิน)
ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าสู่โบราณสถานเหล่านี้ คือ
ปราสาทโนนกู่ ตั้งอยู่ที่บ้านกกกอก หมู่ที่ ๗ ตำบลโคราช
ห่างจากแยกวัดญาณโศภิตวนาราม ๓ กิโลเมตร
เป็นโบราณสถานขนาดเล็กก่อด้วยอิฐและหินทราย
มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ประกอบด้วยปรางค์หลังเดี่ยวบนฐานสูง
ด้านหน้ามีวิหารหันเข้าหาปรางค์ประธานอยู่ ๒ หลัง
ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว
มีซุ้มประตูทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเป็นทางเข้า-ออก
และที่ลานระหว่างวิหารทั้งสองนั้นพบโคนนทิหมอบในอาการเคารพปราสาทประธานอันเป็นที่สถิตของพระศิวะมหาเทพตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดู
จากการขุดแต่งปราสาทแห่งนี้ในปี พ.ศ.๒๕๓๔๒๕๓๕
ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีเป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู
ที่สร้างขึ้นตามแบบศิลปะเขมรโบราณ ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖
ปราสาทเมืองแขก อยู่ถัดจากปราสาทโนนกู่ไปประมาณ ๖๐๐ เมตร
เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ ก่อด้วยอิฐและหินทราย
มีลักษณะแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศเหนือ
ประกอบด้วยปราสาทประธาน บรรณาลัย (ห้องสมุด) ๒ หลัง ระเบียงคด
ซุ้มประตู สระน้ำ กำแพงแก้ว และปราสาทก่อด้วยอิฐขนาดเล็ก
จากการขุดแต่งทางโบราณคดีในปี พ.ศ.๒๕๐๒ และการขุดแต่งบูรณะในปี
พ.ศ.๒๕๓๓๒๕๓๔ พบทับหลังที่แกะสลักลวดลายต่าง ๆ
ประติมากรรมรูปเทพเจ้า
รวมทั้งศิลาจารึกที่ถูกนำมาก่อเป็นฐานประตูซุ้มชั้นนอกสุด
สันนิษฐานว่าปราสาทแห่งนี้น่าจะเป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์อายุราวพุทธศตวรรษที่๑๕
ปราสาทเมืองเก่า ตั้งอยู่ในวัดปรางค์เมืองเก่า ตำบลโคราช
อยู่เลยปราสาทเมืองแขกไปอีกประมาณ ๓ กิโลเมตร
สังเกตบริเวณทางเข้าด้านหน้าวัดสร้างเป็นรูปประตูเมืองเก่าโคราชและอนุสาวรีย์ย่าโม
ปราสาทเมืองเก่าเป็นโบราณสถานขนาดเล็กก่อด้วยศิลาแลง หินทราย
มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
เป็นโบราณสถานในศาสนาพุทธลัทธิมหายานประเภทอโรคยาศาล(โรงพยาบาล)
ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มหาราชองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรขอม
ทรงสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๑๗๒๔-๑๗๖๓
แผนผังประกอบด้วยปรางค์ประธานรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง มีบรรณาลัยอยู่ทางมุมขวาด้านหน้า
ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วซึ่งมีซุ้มประตูทางเข้าอยู่ด้านหน้า
นอกกำแพงมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมกรุด้วยศิลาแลง
แต่ปัจจุบันเหลือเพียงเนินดินเป็นแนวยาวคล้ายกำแพง
ผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับทับหลังและโบราณวัตถุต่าง ๆ
ที่ค้นพบที่ปราสาททั้งสามแห่ง สามารถไปชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
อำเภอด่านขุนทด
วัดบ้านไร่
ตั้งอยู่ที่ตำบลกุดพิมาน จากตัวเมืองเดินทางตามถนนมิตรภาพ
ถึงกิโลเมตรที่ ๒๓๗
แยกขวาผ่านอำเภอขามทะเลสอและบ้านหนองสรวงไปจนถึงอำเภอด่านขุนทด
ระยะทางประมาณ ๖๐ กิโลเมตร จากโรงพยาบาลด่านขุนทดใช้ทางหลวงหมายเลข
๒๒๑๗ เป็นระยะทางอีกประมาณ ๑๑ กิโลเมตร
วัดบ้านไร่เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเป็นสถานที่จำพรรษาของหลวงพ่อคูณ
ปริสทฺโธ เกจิอาจารย์ชื่อดัง
ในแต่ละวันมีผู้คนจากทุกสารทิศเดินทางมานมัสการหลวงพ่อคูณกันเป็นจำนวนมาก
อำเภอปักธงชัย
วัดหน้าพระธาตุ (วัดตะคุ)
ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลตะคุ
การเดินทางจากตัวเมืองนครราชสีมาใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ ประมาณ
๓๐ กิโลเมตร (ผ่านสี่แยกปักธงชัย)
มีทางแยกด้านขวามือเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๒๒๓๖ ไปบ้านตะคุ
ระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร วัดตั้งอยู่ทางซ้ายมือ
วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓
ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้แก่ เจดีย์ อุโบสถ
และหอไตรกลางน้ำที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี
มีศิลปะแบบท้องถิ่นปะปนอยู่มาก
อุโบสถหลังเก่ามีจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นรัตนโกสินทร์
ปรากฏให้เห็นอยู่เกือบสมบูรณ์ทั้งบริเวณผนังด้านหน้าข้างนอกและผนังด้านในทั้งสี่ด้าน
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทศชาติชาดก และเป็นภาพการสักการะพระพุทธบาท
นอกจากนั้นยังแทรกภาพชีวิตประจำวันของชาวบ้านในสมัยนั้นด้วยเช่น
การทำนา การหาปลา เป็นต้น ทางด้านหน้าอุโบสถหลังเก่า
มีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่กลางสระมีหอไตร ๑ หลัง
ทรงเตี้ยแบบหอไตรพื้นเมืองอีสานซึ่งมีภาพลายรดน้ำที่บานประตูเป็นลวดลายวิจิตรสวยงามมาก
ระหว่างหอไตรและอุโบสถหลังเก่า ยังมีเจดีย์ศิลปะแบบลาวเก่าอีก ๑
องค์ สร้างโดยชุมชนที่อพยพมาจากนครเวียงจันทน์
เขื่อนลำพระเพลิง
เป็นเขื่อนในความดูแลของกรมชลประทาน ชาวบ้านนิยมมาพักผ่อน
รับประทานอาหาร ตกปลาและชมทิวทัศน์ริมอ่างเก็บน้ำ
มีบริการบ้านพักรับรองหลายหลัง
ติดต่อโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำพระเพลิง โทร. ๐ ๔๔๓๗ ๓๑๘๔ ต่อ
๑๑๔
นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเหมาเรือหางยาวไปชมบรรยากาศภายในอ่างเก็บน้ำ
เที่ยวน้ำตกคลองกี่หรือน้ำตกขุนโจนได้ โดยใช้เวลาไป-กลับประมาณ ๓-๔
ชั่วโมง ติดต่อได้ที่สโมสรเขื่อนลำพระเพลิง โทร. ๐ ๔๔๓๗ ๓๑๘๔ ต่อ
๑๑๗ การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๐๔
ผ่านทางเข้าอำเภอปักธงชัยไปประมาณ ๔ กิโลเมตร
จะพบสี่แยกเลี้ยวขวาเข้าไปเป็นระยะทาง ๒๘ กิโลเมตร
อำเภอวังน้ำเขียว
สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช
เป็นศูนย์วิจัยพันธุ์ไม้ในเขตป่าภาคอีสานและเปิดให้หมู่คณะที่สนใจมาจัดกิจกรรมทัศนศึกษาเชิงนิเวศ
อยู่ริมทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ (นครราชสีมา-กบินทร์บุรี) ระยะทาง ๕๗
กิโลเมตรจากตัวเมือง มีพื้นที่ประมาณ ๗๘ ตารางกิโลเมตร (๔๘,๗๕๐
ไร่) สภาพพื้นที่เป็นป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง พบสัตว์ป่าหลายชนิด
ไม่ว่าจะเป็นหมูป่า ไก่ป่า ไก่ฟ้าพระยาลอและนกต่าง ๆ
หากได้มีโอกาสปีนขึ้นไปบนยอดหอคอยสูงเหนือระดับยอดไม้ที่ทางสถานีสร้างขึ้น
จะมองเห็นผืนป่าเขียวขจีอันกว้างใหญ่รายล้อมอยู่รอบตัว
ตลอดจนเห็นเขาแผงม้าที่อยู่ไกลออกไป อากาศที่นี่เย็นสบายตลอดปี
มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติหลายเส้นทางซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ ๑
ชั่วโมงครึ่ง ถึง ๓ ชั่วโมง มีบ้านพักไว้บริการจำนวน ๓ หลัง
พักได้หลังละ ๒๐ คน สอบถามรายละเอียดโทร.๐ ๔๔๒๕ ๘๖๔๒ และ ๐ ๔๔๒๔
๔๔๗๔
น้ำตกห้วยใหญ่
เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติทับลาน ในท้องที่อำเภอวังน้ำเขียว
ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ (นครราชสีมา-กบินทร์บุรี)
เข้าทางตลาดกิโลเมตร ๗๙ ไปประมาณ ๖ กิโลเมตร
ทางเดินเข้าน้ำตกเป็นทางลาดเล็กน้อย เข้าไปประมาณ ๒๐ เมตร
ก็จะพบธารน้ำตกขนาดเล็ก ไหลผ่านก้อนหินใหญ่สองก้อน
น้ำตกจะมีเฉพาะช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน)
โครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ( เขาแผงม้า )
อยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดนครราชสีมา ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๔
(นครราชสีมา-กบินทร์บุรี) ระยะทางประมาณ ๗๙ กิโลเมตร
เมื่อถึงตลาดบริเวณกิโลเมตร ๗๙ มีทางแยกขวาไปตามถนนรพช.สายศาลเจ้าพ่อ-หนองคุ้มประมาณ
๑๑ กิโลเมตร เส้นทางช่วงสุดท้ายประมาณ ๔
กิโลเมตรเป็นทางดินขึ้นเขามีทิวทัศน์สวยงามแต่ค่อนข้างขรุขระควรใช้รถยนต์ขับเคลื่อน
๔ ล้อ เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาจะเห็นภูเขาสลับซับซ้อน
อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ๘๕๐ เมตร
พื้นที่นี้เป็นโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ซึ่งอยู่ในความดูแลของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย
พื้นที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ มีการจัดกิจกรรมปลูกป่า เดินป่า ดูสัตว์
(โดยเฉพาะกระทิงซึ่งยังมีให้เห็น) และฉาย
สไลด์ให้ความรู้กับผู้สนใจ มีค่ายพักแรมลักษณะเป็นเรือนนอนไม้ไผ่ ๓
หลัง พักได้หลังละ ๑๐๒๐ คน
ติดต่อล่วงหน้าได้ที่โครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ เขาแผงม้า
หมู่ ๔ ตำบลวังน้ำเขียว โทร ๐ ๑๙๐๗ ๘๒๖๐ และ ๐ ๑๙๙๙ ๗๔๖๘
อำเภอโชคชัย
หมู่บ้านทำเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน
อยู่ห่างจากตัวเมือง ๑๕ กิโลเมตร ตามทางหลวงสาย ๒๒๔
(นครราชสีมา-โชคชัย)
ในสมัยโบราณตำบลนี้เป็นที่พักกองเกวียนที่ค้าขายระหว่างโคราช-เขมร
มีแม่น้ำมูลไหลผ่าน ชาวบ้านใช้ดินริมฝั่งแม่น้ำมาปั้นภาชนะใช้สอย
และได้ทำสืบต่อกันมานับเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน
ปัจจุบันด่านเกวียนมีชื่อเสียงมากในฐานะที่เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาได้สวยงาม
มีรูปแบบที่แปลกและหลากหลาย
แต่ยังคงลักษณะดั้งเดิมของกรรมวิธีในการปั้นและใช้ดินดำสัมฤทธิ์ที่มีเอกลักษณ์ของสีแบบดินเผาด่านเกวียนโดยเฉพาะ
นักท่องเที่ยวนิยมไปชมวิธีการผลิต ซื้อเครื่องปั้นดินเผา
และสินค้าตกแต่งบ้าน
ปราสาทพะโค
ตั้งอยู่ที่ตำบลกระโทก จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๒๔
(นครราชสีมา-โชคชัย) ระยะทาง ๒๙ กิโลเมตร ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข
๒๐๗๑ อีกประมาณ ๓ กิโลเมตร อยู่ริมถนนทาง
ด้านขวามือ เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ก่อสร้างด้วยหินทรายสีขาว
ประกอบด้วยกลุ่มโบราณสถาน ๓ หลัง แต่ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียง ๒
หลัง มีคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปเกือกม้า ทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออก
ได้พบชิ้นส่วนหน้าบันที่แสดงถึงอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรแบบบาปวนในราวพุทธศตวรรษที่
๑๖ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
อำเภอเสิงสาง
หาดชมตะวัน
อยู่ในความรับผิดชอบของที่ทำการเขตจัดการอุทยานแห่งชาติทับลานที่ ๔
(ลำปลายมาศ)
ซึ่งดูแลรักษาพื้นที่ป่าในอุทยานแห่งชาติทับลานด้านอำเภอเลิงสาง
อำเภอครบุรี และอำเภอวังน้ำเขียว
พื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำได้รับการพัฒนาให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนและเป็นที่ประกอบอาชีพของชาวบ้านลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า
นักท่องเที่ยวนิยมมาเล่นน้ำและรับประทานอาหาร
รวมทั้งยังชมทิวทัศน์อันสวยงาม หรือพักแค้มปิ้งได้
อาจเช่าเรือหางยาวล่องไปตามลำน้ำ เดินป่าชมแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ
เช่น วังผีเสื้อ (มีเฉพาะในฤดูหนาว) ถ้ำพระ ถ้ำคอมมิวนิสต์
ที่มีตัวอักษรเขียนที่ผนังถ้ำว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
และ ต้นตะเคียนทองยักษ์ ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุประมาณพันปี
ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๔๔๔๔ ๘๓๘๖
การเดินทาง จากนครราชสีมาไปอำเภอเสิงสาง ใช้ทางหลวงหมายเลข
๒๒๔ ต่อด้วยทางหลวง ๒๐๗๑ และ ๒๑๑๙ ตามลำดับ ระยะทาง ๘๙ กิโลเมตร
เมื่อถึงสี่แยกอำเภอเสิงสางเลี้ยวขวาไปตามทางหลวง ๒๓๑๗ อีกประมาณ
๑๕ กิโลเมตร
อำเภอโนนสูง
แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท
ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ บ้านปราสาทใต้ ตำบลธารปราสาท
จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ (นครราชสีมา-ขอนแก่น)
ถึงกิโลเมตรที่ ๔๔ มีทางแยกซ้ายเข้าไปอีก ๑ กิโลเมตร
หากเดินทางโดยรถประจำทางจากกรุงเทพฯหรือนครราชสีมา
ให้นั่งรถสายที่จะไป ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย หรือ กาฬสินธุ์
ลงรถที่กิโลเมตร ๔๔
แล้วต่อรถจักรยานยนต์รับจ้างจากปากทางเข้าหมู่บ้าน
บ้านปราสาทนับเป็นแหล่งโบราณคดีแห่งที่สองต่อจากบ้านเชียง
ที่ได้จัดทำในลักษณะพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง
จากหลักฐานที่ค้นพบสันนิษฐานว่า
มีชุมชนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์
มีหลักฐานของกลุ่มวัฒนธรรมแบบทวารวดีและแบบเขมรโบราณ ช่วงระหว่าง
๑,๕๐๐-
๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว หลุมขุดค้นที่ตกแต่งและเปิดให้ชม มีทั้งหมด ๓ แห่ง
คือ
หลุมขุดค้นที่ ๑ มีโครงกระดูกฝังอยู่ในชั้นดินแต่ละสมัย
แต่ละยุคมีลักษณะการฝังที่ต่างกันไป ยุค ๓,๐๐๐ ปี
อยู่ในชั้นดินระดับล่างสุดลึก ๕.๕ เมตร
โครงกระดูกจะหันหัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ยุค ๒,๕๐๐ ปี
หันหัวไปทางทิศตะวันออก ยุค ๒,๐๐๐ ปีหันหัวไปทางทิศใต้
แต่คติในการฝังจะคล้ายกันคือจะนำเครื่องประดับ เช่น กำไลเปลือกหอย
ลูกปัด แหวนสำริด กำไลสำริด
เครื่องประดับศีรษะทำด้วยสำริดและภาชนะของผู้ตายฝังร่วมไปด้วยกับผู้ตาย
ในช่วงสามระยะแรกนี้เป็นภาชนะดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง
แบบลายเชือกทาบ ลักษณะหลักของภาชนะเป็นแบบคอแคบปากบาน
แต่บางใบมีทรงสูงเหมือนคนโท บางชิ้นมีลักษณะเป็นทรงกลมสั้น
ต่อมาในยุค ๑,๕๐๐ปี นั้นลักษณะภาชนะจะเปลี่ยนเป็นแบบพิมายดำ คือ
มีสีดำ ผิวขัดมัน เนื้อหยาบบาง
หลุมขุดค้นที่ ๒ ในดินชั้นบนพบร่องรอยของศาสนสถานในพุทธศตวรรษที่
๑๓-๑๖ เรียกกันว่า กู่ธารปราสาท
และพบเศียรพระพุทธรูปในสมัยเดียวกัน ศิลปะทวารวดีแบบท้องถิ่น
นอกจากนี้ยังพบรูปปั้นดินเผาผู้หญิงครึ่งตัวเอามือกุมท้องลักษณะคล้ายตั้งครรภ์
และชิ้นส่วนลายปูนปั้นประดับปราสาท
หลุมขุดค้นที่ ๓ พบโครงกระดูกในชั้นดินที่ ๕.๕ เมตร
เป็นผู้หญิงทั้งหมด
เป็นที่น่าสังเกตว่ากระดูกทุกโครงในหลุมนี้ไม่มีศีรษะ
และภาชนะนั้นถูกทุบให้แตกก่อนที่จะนำลงไปฝังด้วยกัน
นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกของผู้หญิงที่ถูกประหารชีวิตและนำศีรษะไปแห่ประจาน
และได้พบส่วนกะโหลกอยู่รวมกันในอีกที่หนึ่ง
ซึ่งห่างจากจุดเดิมเพียง ๕๐๐ เมตร
ชาวบ้านปราสาทจะร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลในวันที่ ๒๑ เมษายน
ของทุกปี
โฮมสเตย์บ้านปราสาท (แหล่งพักชุมชนบ้านปราสาท)
ตำบลปราสาทประกอบด้วยหมู่บ้านปราสาทเหนือและหมู่บ้านประสาทใต้ซึ่งอยู่ติดกัน
แต่ชุมชนที่ทำโฮมสเตย์ คือ
บ้านปราสาทใต้กิจกรรมนี้เริ่มจากการที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนำชาวต่างชาติไปพักค้างแรมเป็นครั้งคราวและทำเป็นกิจกรรมต่อเนื่องอย่างจริงจังเมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๓๙
จนปัจจุบันบ้านปราสาทเป็นตัวอย่างสำหรับหมู่บ้านอื่นทั่วประเทศ
นิยมมาศึกษาดูงานเพื่อนำไปปรับใช้กับหมู่บ้านของตนเป็นการเพิ่มรายได้และพัฒนาความเป็นอยู่ในชุมชน
ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาพักคือระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคมซึ่งอากาศกำลังเย็นสบาย
ชาวบ้านปราสาทก็เหมือนกับหมู่บ้านอีสานทั่วไปที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนา
โดยทำนากันเพียงปีละครั้ง
ยามว่างชาวบ้านมักประกอบอาชีพทำหัตถกรรมเสริมรายได้ บ้างสานเสื่อกก
สานหมวก หรือสานรองเท้า กระเป๋า บางบ้านเลี้ยงไหมทอผ้า
บ้างทำเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องสาย มีทั้งซออู้และซอด้วง
บรรยากาศโดยรอบของหมู่บ้านจะเป็นทุ่งนา
มีธารปราสาทที่เชื่อว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่านแบ่งเขตแดนบ้านปราสาทเหนือและใต้
เป็น ๑ ในแม่น้ำ ๙
สายที่นำไปใช้ในพิธีกรรมในราชสำนักแม่น้ำสายนี้จะไหลไปรวมกับแม่น้ำมูล
ชาวบ้านได้อาศัยจับปลาจากแม่น้ำมาเป็นอาหาร
สนใจร่วมเรียนรู้ชีวิตชนบทติดต่อได้ที่ ผู้ใหญ่เทียม ละอองกลาง
โทร.๐ ๔๔๓๖ ๗๐๗๕ หรือ อาจารย์จรัญ จอมกลาง โทร. ๐ ๔๔๓๖ ๗๐๖๒
อำเภอพิมาย
อนุสรณ์สถานวีรกรรมทุ่งสัมฤทธ ิ์
ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ บ้านสัมฤทธิ์ตะวันออก ต.สัมฤทธิ์
ห่างจากตัวเมือง ๔๖ กิโลเมตร การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๒
(นครราชสีมา-ขอนแก่น) ถึงหลักกิโลเมตรที่ ๔๓-๔๔ แยกขวาเข้าไปประมาณ
๓ กิโลเมตร
บริเวณที่โล่งกว้างนี้เคยเป็นสนามรบระหว่างชาวโคราชและทหารลาวเมื่อครั้งสงครามเจ้าอนุวงศ์ในสมัยรัชกาลที่
๓ ปัจจุบันมีการสร้างศาลสถิตย์ดวงวิญญาณนางสาวบุญเหลือและวีรชน
ซึ่งชาวบ้านสัมฤทธิ์ร่วมกันสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๑
เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ดวงวิญญาณของนาวสาวบุญเหลือและวีรชนชาวโคราชที่ได้ทำการต่อสู้กับกองทัพลาวจนได้ชัยชนะ
มีการจัดงานฉลองและรำลึกถึงวีรกรรมทุกปี ระหว่างวันที่ ๓-๕ มีนาคม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
ตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิมาย บริเวณเชิงสะพานท่าสงกรานต์ ก่อนถึงปราสาทหินพิมายเล็กน้อย
จากตัวเมืองนครราชสีมาเดินทางมาตามทางหลวงหมายเลข ๒
(นครราชสีมา-ขอนแก่น) ระยะทาง ๕๐
กิโลเมตรถึงทางแยกตลาดแคเลี้ยวขวาไปตามทางหลวง ๒๐๖ อีก ๑๐ กิโลเมตร
หากใช้บริการรถโดยสารสามารถขึ้นรถได้ที่สถานีขนส่งแห่งที่ ๒
ในตัวเมืองนครราชสีมา
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่รวบรวมหลักฐานทางโบราณคดีและจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรมอีสานในอดีต
โดยเฉพาะโบราณวัตถุศิลปวัตถุที่ค้นพบในเขตอีสานตอนล่าง
แบ่งการจัดแสดงออกเป็น ๓ ส่วน
ส่วนที่ ๑ อาคารจัดแสดงชั้นบน
จัดแสดงเรื่องพัฒนาการของสังคมในดินแดนอีสานตอนล่าง
แสดงถึงรากฐานการกำเนิด อารยธรรมซึ่งมีมาจากความเชื่อต่าง ๆ
ตลอดจนอิทธิพลวัฒนธรรมภายนอกที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน
ส่วนที่ ๒ อาคารชั้นล่าง จัดแสดงโบราณวัตถุศิลปะเขมรในอีสานตอนล่าง
ส่วนที่ ๓ อาคารโถง
จัดแสดงโบราณวัตถุซึ่งเป็นส่วนประกอบสถาปัตยกรรมหินทราย เช่น
ทับหลัง เสาประดับกรอบประตู กลีบขนุน บัวยอดปราสาท และปราสาทจำลอง
นอกจากนี้บริเวณรอบอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
ยังได้จัดแสดงใบเสมาและทับหลังที่สวยงามอีกด้วย
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.
ค่าเข้าชม ชาวไทย ๑๐ บาท ชาวต่างประเทศ ๓๐ บาท
ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐ ๔๔๔๗ ๑๑๖๗
อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย
ตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิมาย
ประกอบด้วยโบราณสถานสมัยขอมที่ใหญ่โตและงดงามอลังการนั่นคือปราสาทหินพิมาย
แหล่งโบราณคดีที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ บนพื้นที่ ๑๑๕ ไร่
วางแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง ๕๖๕ เมตร ยาว ๑,๐๓๐ เมตร
ชื่อ พิมาย น่าจะมาจากคำว่า วิมาย หรือ วิมายปุระ
ที่ปรากฏในจารึกภาษาเขมรบนแผ่นหินตรงกรอบประตูระเบียงคดด้านหน้าของปราสาทหินพิมาย
และยังปรากฏชื่อในจารึกอื่นอีกหลายแห่ง
อาจจะเป็นคำที่ใช้เรียกรูปเคารพหรือศาสนสถาน
สิ่งที่เป็นลักษณะพิเศษของปราสาทหินพิมาย คือ
ปราสาทหินแห่งนี้สร้างหันหน้าไปทางทิศใต้ต่างจากปราสาทหินอื่นที่มักหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
สันนิษฐานว่าเพื่อให้หันรับกับเส้นทางที่ตัดมาจากเมืองยโศธรปุระเมืองหลวงของอาณาจักรเขมรซึ่งเข้าสู่เมืองพิมายทางด้านทิศใต้
จากหลักฐานศิลาจารึกและศิลปะการก่อสร้าง บ่งบอกว่าปราสาทหินพิมายคงจะเริ่มสร้างขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่
๑๖ ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑
รูปแบบทางศิลปกรรมของตัวปราสาทเป็นแบบปาปวนซึ่งเป็นศิลปะที่รุ่งเรืองในสมัยนั้น
โดยมีลักษณะของศิลปะแบบนครวัดซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยต่อมาปนอยู่บ้าง
และมาต่อเติมอีกครั้งในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่
๗ ซึ่งครั้งนั้นเมืองพิมายเป็นเมืองซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอาณาจักรเขมร
ปราสาทหินแห่งนี้สร้างเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาลัทธิมหายานมาโดยตลอด
เนื่องจากพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ และพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน
ปราสาทหินพิมายมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจดังนี้
สะพานนาคราช เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมปราสาทหินพิมายจะผ่านส่วนนี้เป็นส่วนแรก
จะเห็นสะพานนาคราชและประติมากรรมรูปสิงห์
ตั้งอยู่ด้านหน้าของซุ้มประตูด้านทิศใต้ของปรางค์ประธานซึ่งเป็นส่วนหน้าของปราสาท
ทั้งนี้อาจมีจุดมุ่งหมายในการสร้างให้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์
ตามคติความเชื่อในเรื่องจักรวาลทั้งในศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ
มีลักษณะเป็นรูปกากบาท ยกพื้นขึ้นสูงจากพื้นดินประมาณ ๒.๕๐ เมตร
ราวสะพานโดยรอบทำเป็นลำตัวพญานาค ชูคอแผ่พังพานเป็นนาคเจ็ดเศียร
มีลำตัวติดกันเป็นแผ่น หันหน้าออกไปยังเชิงบันไดทั้งสี่ทิศ
ซุ้มประตูและกำแพงชั้นนอกของปราสาท
ถัดจากสะพานนาคราชเข้ามาเป็นซุ้มประตูหรือที่เรียกว่า โคปุระ
ของกำแพงปราสาทด้านทิศใต้ ก่อด้วยหินทราย
มีผังเป็นรูปกากบาทและมีซุ้มประตูลักษณะเดียวกันนี้อีก ๓ ทิศ คือ
ทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก
โดยมีแนวกำแพงสร้างเชื่อมต่อระหว่างกันเป็นผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ยาวจากเหนือถึงใต้ ๒๗๗.๕๐ เมตร และกว้างจากตะวันออกไปตะวันตก ๒๒๐
เมตร
ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกมีทับหลังชิ้นหนึ่งสลักเป็นรูปขบวนแห่พระพุทธรูปนาคปรกที่ประดิษฐานอยู่เหนือคานหาม
ซุ้มประตูและกำแพงชั้นใน (ระเบียงคด)
เมื่อผ่านจากซุ้มประตูและกำแพงชั้นนอกไปแล้ว
ก็จะถึงซุ้มประตูและกำแพงชั้นใน ซึ่งล้อมรอบปรางค์ประธาน
กำแพงชั้นในของปราสาทแตกต่างจากกำแพงชั้นนอก คือ
ก่อเป็นห้องยาวต่อเนื่องกันคล้ายเป็นทางเดินมีหลังคาคลุม
อันเป็นลักษณะที่เรียกว่า ระเบียงคด มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ความยาวจากเหนือถึงใต้ ๘๐ เมตร และความกว้างจากตะวันออกถึงตะวันตก
๗๒ เมตร มีทางเดินกว้าง ๒.๓๕ เมตร เดินทะลุกันได้ตลอดทั้งสี่ด้าน
หลังคามุงด้วยแผ่นหิน การบูรณะระเบียงคดเมื่อปีพ.ศ ๒๕๓๒
ได้พบแผ่นทองดุนลายรูปดอกบัว ๘ กลีบ
บรรจุไว้ในช่องบนพื้นหินของซุ้มประตูระเบียงคดเกือบจะทุกด้าน
แผ่นทองเหล่านี้คงไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลเหมือนที่พบในปราสาทอื่นอีกหลายแห่ง
ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่กลางลานภายในระเบียงคด เป็นศูนย์กลางของศาสนสถานแห่งนี้
ปรางค์ประธานสร้างด้วยหินทรายสีขาวทั้งองค์
ต่างจากซุ้มประตู(โคปุระ)และกำแพงชั้นในและชั้นนอกที่สร้างด้วยหินทรายสีแดงเป็นหลัก
มีหินทรายสีขาวเป็นส่วนประกอบบางส่วน
เนื่องจากหินทรายสีขาวมีคุณสมบัติคงทนดีกว่าหินทรายสีแดง
องค์ปรางค์สูง ๒๘ เมตร
ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสองยาวด้านละ ๒๒ เมตร
ด้านหน้ามีมณฑปเชื่อมต่อกับองค์ปรางค์โดยมีฉนวนกั้น
องค์ปรางค์และมณฑปตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ส่วนด้านอื่น ๆ
อีกสามด้านมีมุขยื่นออกไปมีบันไดและประตูขึ้นลงสู่องค์ปรางค์ทั้งสี่ด้าน
ปรางค์พรหมทัต
ตั้งอยู่ด้านหน้าปรางค์ประธานเยื้องไปทางซ้ายสร้างด้วยศิลาแลง
มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม กว้าง ๑๔.๕๐ สูงประมาณ ๑๕ เมตร
สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
ภายในปรางค์พบประติมากรรมหินทรายจำหลักเป็นรูปประติมากรรมฉลององค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่๗
(จำลอง) ที่เรียกว่า ปรางค์พรหมทัต
ก็เพื่อให้เข้ากับตำนานพื้นเมืองเรื่องท้าวพรหมทัตพระเจ้าแผ่นดิน
ปัจจุบันกรมศิลปากรได้เก็บรักษาองค์จริงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
ปรางค์หินแดง ตั้งอยู่ทางด้านขวา สร้างด้วยหินทรายสีแดง กว้าง
๑๑.๔๐ เมตร สูง ๑๕ เมตร มีมุขยื่นออกไปเป็นทางเข้าทั้ง ๔ ทิศ
เหนือกรอบประตูทางเข้าด้านทิศเหนือมีทับหลังสลักเป็นภาพเล่าเรื่องในมหากาพย์ภารตะตอนกรรณะล่าหมูป่า
ออกจากระเบียงคด (กำแพงชั้นใน)
มาบริเวณลานชั้นนอกทางด้านทิศตะวันตก
ล้อมรอบด้วยกำแพงชั้นนอกอีกชั้นหนึ่ง ประกอบด้วยอาคารที่เรียกว่า
บรรณาลัย มีสองหลังตั้งอยู่คู่กันและมีสระน้ำอยู่ทั้งสี่มุม
อำเภอประทาย
ปราสาทนางรำ
ตั้งอยู่ที่บ้านนางรำ ตำบลนางรำ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๒
(นครราชสีมา-ขอนแก่น) ประมาณ ๖๒ กิโลเมตร จนถึงแยกบ้านวัด
เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๐๗ ไปประมาณ ๒๒
กิโลเมตรถึงบ้านหญ้าคา (หรือก่อนถึงตัวอำเภอประทาย ๑๑ กิโลเมตร)
จากนั้นเลี้ยวซ้ายทางเข้าวัดปราสาทนางรำอีก ๓ กิโลเมตร ชื่อ
ปราสาทนางรำ มาจากว่า เดิมเคยมีรูปนางรำ เป็นหินสีเขียวทำแบบเทวรูป
อยู่ทางทิศตะวันตกของวิหารห่างไป ๑.๕ กิโลเมตร
ปัจจุบันเหลือแต่ร่องรอยของเทวสถานและแท่นหิน
ปราสาทนางรำเป็นโบราณสถานสมัยขอมที่เรียกว่าเป็น อโรคยาศาล
(โรงพยาบาล) สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่
๗ ประกอบด้วยกลุ่มโบราณสถาน ๒ กลุ่มตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน
กลุ่มปรางค์ที่สมบูรณ์กว่าหลังอื่นประกอบด้วยปรางค์องค์กลาง
มีมุขยื่นออกไปข้างหน้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ส่วนทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทมีวิหารก่อด้วยศิลาแลงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ
ส่วนซุ้มโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออก
มีแผนผังเป็นรูปกากบาท
นอกกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำขนาดเล็กก่อด้วยศิลาแลง
ถัดจากปราสาทนางรำไปทางทิศใต้ มีปราสาทอีก ๓
หลังเรียงกันในแนวเหนือ-ใต้
ซึ่งเหลือเพียงฐานและมีกรอบประตูและทับหลังหินทรายตั้งแสดงอยู่
มีกำแพงศิลาแลงและคูน้ำรูปเกือกม้าล้อมรอบ
อำเภอบัวใหญ่
ปรางค์กู่
ตั้งอยู่ในโรงเรียนวัดบ้านกู่ ตำบลดอนตะหนิน
จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ (นครราชสีมา-ขอนแก่น) ประมาณ ๗๔
กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตรงตู้ยามตำรวจทางหลวงบ้านโนนตาเถรไปอีกประมาณ
๖ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางโรงเรียนวัดบ้านกู่
ลักษณะเป็นปรางค์สมัยขอมขนาดเล็ก ฐานสี่เหลี่ยม
ก่อด้วยศิลาแลงวางซ้อนกันจากฐานถึงยอด
แต่ปัจจุบันสภาพปรักหักพังไปแล้ว หลงเหลือเพียงซากฐานไม่สูงนัก
ภายในองค์ปรางค์มีพระพุทธรูปดินเผาซึ่งยังหลงเหลือให้เห็นอยู่ ๔-๕
องค์
กิ่งอำเภอสีดา
ปรางค์สีดา
ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระปรางค์สีดา ตำบลสีดา
จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๒ (นครราชสีมา-ขอนแก่น) ไปประมาณ ๘๔
กิโลเมตร ถึงบริเวณสี่แยกสีดาเลี้ยวขวาตามทางหลวงหมายเลข ๒๐๒
(ทางไปอำเภอประทาย) ประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายเข้าวัดอีกราว
๒ กิโลเมตร ปรางค์สีดามีลักษณะคล้ายปรางค์กู่ที่ตำบลดอนตะหนิน
แต่ปรางค์สีดาปิดทึบทั้งสี่ด้าน เป็นโบราณสถานในศาสนาพราหมณ์
ศิลปะแบบเขมรโบราณ ก่อด้วยศิลาแลงจำนวน ๑ หลัง
มีลวดลายปูนปั้นประดับหันหน้าไปทางทิศตะวันออกล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว
มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗๑๘
แหล่งท่องเที่ยวเชิงการเกษตร
อำเภอเมือง
ตลาดกลางไม้ดอกไม้ประดับโคกกรวด
อยู่ที่ตำบลโคกกรวด จากตัวเมืองนครราชสีมาใช้เส้นทางนครราชสีมา
กรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ ๑๕ กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายเข้าเส้นทางโคกกรวด
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อีก ๕๐๐ เมตร
เป็นศูนย์รวมไม้ดอกไม้ประดับแหล่งใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวเมืองที่สุด
อำเภอขามทะเลสอ
ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลขามทะเลสอ
ตั้งอยู่เลขที่ ๙๒/๑ ม. ๕ บ้านโคกแฝก ตำบลขามทะเลสอ
ห่างจากจังหวัดนครราชสีมา ประมาณ ๒๓ กิโลเมตร
จากที่ว่าการอำเภอขามทะเลสอ เลี้ยวขวาทางเข้าวัดป่าอิสริการาม
ระยะทาง ๓ กิโลเมตร ถึงที่ทำการประปาตำบล เลี้ยวซ้ายอีก ๕๐๐ เมตร
เข้าถนนสุขพัฒนา เป็นไร่นาสวนผสมที่มีทั้งแปลงปลูกข้าว ไม้ผล
เลี้ยงไก่บนบ่อปลา และเป็ด ฯลฯ สนใจเยี่ยมชม ติดต่อ
นายเจริญ ชาญสูงเนิน โทร. ๐ ๔๔๓๓ ๓๐๔๙
อำเภอปากช่อง
สวนองุ่นบ้านไร่แม่กระต่ายน้อย
ตั้งอยู่ที่ ๑/๑ นิคมผัง ๑๘ ตำบลขนงพระ แยกซ้ายจากถนนมิตรภาพ
(บายพาส) ทางเข้านิคมสร้างตนเอง ตำบลหนองสาหร่าย
รวมระยะทางจากตัวเมืองประมาณ ๘๓ กิโลเมตร เป็นองุ่นไร้เมล็ด พันธุ์แบลคควีน
บนพื้นที่ประมาณ ๕ ไร่ นักท่องเที่ยวสามารถชมและเลือกซื้อองุ่น
โดยการตัดจากต้นด้วยตัวเอง ติดต่อเข้าชมล่วงหน้าได้ที่ คุณสุชาดา
จันทสถาน โทร. ๐ ๑๒๖๔ ๙๗๙๔, ๐ ๒๓๙๑ ๕๗๑๕-๖
ฟาร์มโชคชัย
ตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ-ปากช่อง กิโลเมตรที่ ๑๕๙
เป็นฟาร์มโคนมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย
เปิดกิจการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจนได้รับรางวัลแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรดีเด่น
รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ครั้งที่ ๔ ปี ๒๕๔๕
มีมัคคุเทศก์นำชมภายในฟาร์มนับแต่ การผลิตน้ำนมดิบ การเลี้ยงโคนม
การรีดนม การขี่ม้า ชมฟาร์มม้า ฟาร์มสุนัขและการแสดงของสัตว์
ค่าเข้าชม ชาวไทย ผู้ใหญ่ ๒๐๐ บาท เด็ก ๑๐๐ บาท ชาวต่างประเทศ
ผู้ใหญ่ ๓๐๐ บาท เด็ก ๑๕๐ บาท หยุดทุกวันจันทร์ นอกจากนี้ยังมีบูติกแคมป์
เต็นท์ติดแอร์สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนแบบเน้นสร้างสมาธิ
กลับสู่วิถีธรรมชาติสร้างความแตกต่างจากรีสอร์ทอื่น ๆ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. ๐ ๒๕๓๒ ๒๘๔๖ ต่อ ๑๕๐-๑๕๗
www.farmchokchai.com
ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ตั้งอยู่ในเขตตำบลกลางดง บริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๑๕๕๑๕๖
ริมถนนมิตรภาพ ศูนย์วิจัยแห่งนี้แต่เดิม คือ ธนะฟาร์ม
ซึ่งเป็นของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อมา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘
ได้มอบให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยฯนี้ รับผิดชอบงานวิจัย
งานฝึกอบรมและเผยแพร่วิชาการเทคโนโลยีการเกษตร
ผลิตผลข้าวโพดหวานของที่นี่จะทยอยปลูกในแปลงทั้งปี
และมีจำหน่ายให้ผู้ที่ผ่านไปมาบริเวณด้านหน้าฟาร์ม
นอกจากนั้นยังปลูกข้าวโพดไร่เพื่อไปผลิตอาหารสัตว์
มีแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์งา และถั่วเหลือง
ทิวทัศน์ในไร่สวยงามมากเป็นบรรยากาศของทุ่งข้าวโพดอยู่กลางหุบเขาและเคยใช้เป็นฉากถ่ายละครหลายเรื่อง
ปัจจุบันมีการจัดกิจกรรมทางด้านทัวร์เกษตรสำหรับหมู่คณะที่สนใจศึกษาเทคโนโลยีการเกษตร
เช่น กระบวนการผลิต การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวาน ฯลฯ
และกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เดินป่า
ไร่สุวรรณมีพื้นที่ประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่
โดยมีแนวเขากั้นเป็นแนวแบ่งระหว่างด้านหน้าและด้านหลังเขา
ซึ่งภูเขายังคงสภาพป่าที่สมบูรณ์ มีสัตว์อาศัยอยู่หลายชนิด เช่น
ลิง ไก่ป่า นก กระรอก ฯลฯ
การเข้าชมเป็นหมู่คณะและต้องการวิทยากรบรรยายให้ความรู้ควรติดต่อล่วงหน้า
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในวันและเวลาราชการ โทร. ๐ ๔๔๓๖ ๑๗๗๐-๔
โทรสาร ๐ ๔๔๓๖ ๑๑๐๘
ไร่องุ่นสุพัตรา
ตั้งอยู่ ๕๙/๒ หมู่ที่ ๒ ตำบลกลางดง ริมถนนมิตรภาพ แยกซ้ายไปประมาณ
๘๐๐ เมตร บนพื้นที่ ๒๐ ไร่
เป็นองุ่นมีเมล็ดและไร้เมล็ดมีผลิตภัณฑ์จากองุ่น เช่น กะหรี่พั๊พไส้องุ่น
และองุ่นตัดสดจำหน่ายตลอดทั้งปี
นอกจากนั้นยังมีกิ่งพันธุ์องุ่นจำหน่ายให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการปลูกองุ่นด้วย
ไร่องุ่นปากช่อง
ตั้งอยู่ที่ ๑๐๒ หมู่ที่ ๕
ตำบลพญาเย็นเป็นไร่องุ่นพันธุ์ต่างประเทศ ไร้เมล็ด
และมีโรงงานผลิตไวน์เขาใหญ่
ซึ่งเป็นไวน์ที่มีคุณภาพเยี่ยมและราคาถูก บนพื้นที่กว่า ๒,๐๐๐ ไร่
โดยแบ่งเป็นพื้นที่ปลูกองุ่นสำหรับผลิตไวน์ ๔๐๐ ไร่
และองุ่นสำหรับรับประทานสด ๑๐๐ ไร่
นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าชมต้องติดต่อล่วงหน้าที่
ผู้จัดการไร่องุ่นปากช่อง โทร. ๐ ๑๙๒๑ ๘๗๕๓
สวนดอกไม้เมืองพร
ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข ๒ (นครราชสีมา-สระบุรี)
ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๖๐ กิโลเมตร แยกซ้ายมือกิโลเมตรที่ ๑๙๖
(ตรงข้ามกับทางเข้าเขื่อนลำตะคอง)
เลี้ยวซ้ายขึ้นเขายายเที่ยงเข้าไปประมาณ ๕๐๐ เมตร
เป็นแหล่งผลิตพันธุ์ไม้กว่า ๓๐๐ ชนิด ทั้งไม้ดอกไม้ประดับ
ไม้ดอกเมืองร้อน-เมืองหนาว ไม้ผล ไม้ยืนต้น บนพื้นที่กว่า ๗๐ ไร่
จัดเรียงไว้เป็นแปลง ๆ กำหนดทางเดินอย่างเป็นระเบียบ
โดยจัดวางรูปแบบให้เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตต้นไม้
มีร้านอาหารซึ่งสามารถชมทิวทัศน์อ่างเก็บน้ำลำตะคองได้เปิดให้เข้าชมทุกวัน
ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ ๒๑.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โทร. ๐ ๔๔๓๒ ๓๒๖๓ , ๐ ๔๔๓๒ ๓๔๕๙ โทรสาร ๐ ๔๔๓๒ ๓๒๖๔
ทองสมบูรณ์ คลับ
ตั้งอยู่เลขที่ ๑๑๙ หมู่ ๑๐ ถ.ปากช่อง-หัวลำ ตำบลปากช่อง
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่เหมาะกับครอบครัว และผูที่ชอบความตื่นเต้นท้าทาย
นักท่องเที่ยวจะได้สนุกสนานกับการขี่ม้าสไตล์ตะวันตก
และเครื่องเล่นชนิดต่าง ๆ เช่น รอกลอยฟ้า กิจกรรมโรยตัว ขับรถชมวิว
รถเอทีวี โกคาร์ท
คาร์ทครอส ลูจ และกระเช้าลอยฟ้า เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา
๘.๐๐-๑๘.๐๐ น. ผู้สนใจค้างแรมทำกิจกรรมแคมป์ไฟต้องติดต่อล่วงหน้า
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐ ๔๔๓๑ ๒๒๔๘, ๐ ๙๙๖๗ ๗๕๕๐ หรือ
www.thongsomboonclub.com
อำเภอขามสะแกแสง
กลุ่มอาชีพการเกษตรผสมผสานบ้านหนุก
หมู่ที่ ๔ ตำบลขามสะแกแสง ห่างจากที่ว่าการอำเภอขามสะแกแสงประมาณ ๕
กิโลเมตร ตามเส้นทางขามสะแกแสง - โนนสูง เป็นไร่นาสวนผสมของนายสลิด
มุ่งแฝงกลาง มีแปลงสาธิตจัดเป็นส่วน เช่น นาข้าว สวนกล้วย ฝรั่ง
และบ่อปลา เคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดระดับภาค ปี ๒๕๔๑
อำเภอโนนสูง
ผลิตภัณฑ์จากกกจันทบูรณ์บ้านปราสาทใต้
ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ตำบลธารปราสาท ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๔๕
กิโลเมตร ตามเส้นทางสายนครราชสีมา ขอนแก่น บริเวณกิโลเมตรที่ ๔๔
แล้วแยกซ้ายเข้าไปอีก ๑ กิโลเมตร
เป็นหมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวสามารถไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านได้อย่างใกล้ชิดในลักษณะโฮมสเตย์
นอกจากจะได้ชมโครงกระดูกมนุษย์โบราณอายุ ๓,๐๐๐ ปี
สมาชิกกลุ่มแม่บ้านบ้านปราสาทใต้ ยังดำเนินกิจกรรมแปรรูปกกจันทบูรเป็นกระเป๋า
แฟ้มเอกสาร กล่องกระดาษชำระ รองเท้า หมวก ฯลฯ
สนใจเดินทางไปชมติดต่อ สำนักงานเกษตรอำเภอโนนสูง โทร. ๐ ๔๔๓๗ ๙๒๖๙
อำเภอพิมาย
กลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปสุกรบ้านน้อยสามัคคี
ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๕ ตำบลในเมือง ห่างจากแยกตลาดแค (เส้นทางตลาดแค-พิมาย)
ประมาณ ๙ กิโลเมตร ก่อนถึงโรงพยาบาลพิมาย
จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ ๕๐๐ เมตร
เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผลิตสินค้าแปรรูปจากเนื้อหมู เช่น
ไส้กรอกอีสาน หมูแผ่น หมูหยอง ลูกชิ้นหมู หมูแดดเดียว รสชาติอร่อย
สะอาด ได้รับรางวัลจากการประกวดผลงานส่งเสริมการเกษตรดีเด่น
ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี ๒๕๔๓
ไร่องุ่นเพชรพิมาย
อยู่ที่บ้านนิคมสร้างตนเอง สาย ๔ ซอย ๒ ห่างจากอำเภอพิมายประมาณ ๑๓
กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๒๑๖๓ (พิมาย-หินดาด)
มีป้ายบอกทางเข้าไร่ชมและเลือกซื้อองุ่นสด ๆ ปลอดสารพิษ
ทั้งชนิดมีเมล็ดและไร้เมล็ด โดยการตัดจากต้นด้วยตัวเอง
อำเภอห้วยแถลง
หมู่บ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหลุ่งประดู่สามัคคี
ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๑ ตำบลหลุ่งประดู่ ริมทางหลวงหมายเลข ๒๑๖๓
(เส้นทางพิมาย-หินดาด) บริเวณกิโลเมตรที่ ๒๑
แยกขวามือมีป้ายบอกทางเข้าหมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านหลุ่งประดู่
รวมระยะทางจากจังหวัดนครราชสีมาประมาณ ๙๐ กิโลเมตร มีการปลูกหม่อน
เลี้ยงไหม ทอผ้า ในลักษณะครบวงจร ชมกระบวนการฟอก
ย้อมสีจากธรรมชาติและสีเคมี รวมทั้งการสาวไหม การทอผ้าลวดลายโบราณ
และสมัยใหม่ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. ๐ ๔๔๓๙ ๑๑๔๗
อำเภอโชคชัย
สวนมะนาวด่านเกวียน
ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๕ หมู่ ๓ ตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย
การเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๒๔
(นครราชสีมา-โชคชัย) ระยะทางประมาณ ๑๓ กิโลเมตร
(ก่อนถึงชุมชนเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน) แยกขวาทางเข้าวัดป่าหิมพานต์
อีกประมาณ ๑ กิโลเมตร
สวนแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่
ปลูกมะนาวพันธุ์ด่านเกวียนซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับการตั้งชื่อตามแหล่งที่พบ
มีลักษณะเฉพาะตัว คือ ทนทานต่อความแห้งแล้ง ผลใหญ่ มีน้ำมากทุกผล
กลิ่นเปลือกไม่ฉุนจัด รสชาติกลมกล่อม แต่ละต้นมีผลดกมาก
บางต้นมีมากถึง ๕,๐๐๐ ผล ถ้าปล่อยให้ผลเติบโตต่อไปเรื่อยๆ
โดยไม่แย่งอาหารกัน ผลก็จะเจริญเติบโตขึ้นจนคล้ายส้มเกลี้ยง ส้มซ่า
แต่มีความเปรี้ยวตามแบบของมะนาวทุกอย่าง
สวนมะนาวด่านเกวียนเปิดให้ชมทุกวัน มีผลผลิตและกิ่งพันธุ์จำหน่าย
หากต้องการจัดทัศนศึกษาชมงานสวนมะนาวด่านเกวียน
สามารถติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นายณรงค์ รัตนจันทร์ โทร.๐
๔๔๒๑ ๒๖๙๖ หรือ โทร. ๐ ๑๙๗๖ ๗๗๖๘
อำเภอปักธงชัย
ไร่องุ่นรัตนธงชัย
ตั้งอยู่ที่บ้านดู่ บนเนื้อที่กว่า ๘๐ ไร่
องุ่นพันธุ์เยี่ยมจากต่างประเทศที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเติบโตและให้ผลผลิตได้ในเมืองไทย
ได้นำมาปลูกไว้ในพื้นที่ปักธงชัยนี้
และสามารถติดดอกออกผลที่มีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจ
มีทั้งองุ่นมีเมล็ดและไม่มีเมล็ดหลายสายพันธุ์
ด้วยรสชาติหวานอร่อยของผลสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปนานาชนิด
การเดินทาง จากตัวเมืองนครราชสีมาใช้ทางหมายเลข ๓๑๔
(โคราช-ปักธงชัย) ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนถึงสี่แยกอวยชัย
เลี้ยวซ้ายไปทางอำเภอโชคชัย ประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร
แล้วเลี้ยวขวาทางเข้าทางเดียวกับโครงการพิมคำแลนด์ประมาณ ๑
กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๑๘๗๗ ๐๒๒๘ , ๐
๑๙๗๗ ๔๒๗๘
อำเภอวังน้ำเขียว
ซุ้มไม้งาม
ของนายชูศักดิ์ นิยมนา อยู่ที่บ้านบุไผ่ ตำบลไทยสามัคคี
เลยที่ว่าการอำเภอวังน้ำเขียวไป ๕ กิโลเมตร
เลี้ยวซ้ายเข้าบ้านบุไผ่ ๓ กิโลเมตร เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ
ได้รับทุนโครงการหลวงมาช่วยพัฒนา ผลผลิต ได้แก่ เฟิร์น เบญจมาศ
เซอนาดู่ (ตัดใบขายใช้แต่งแจกัน) กุหลาบ
(มีเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม) หน้าวัว ผลไม้ได้แก่ มังคุด
เงาะ ลิ้นจี่ กระท้อน ลองกอง มะขามหวาน ช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคม
มีผลไม้ทุกชนิด
ผักสลัดเมืองหนาวปลอดสารพิษบ้านสุขสมบูรณ์
อยู่ที่ ๑๑๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลไทยสามัคคี ห่างจากซุ้มไม้งามไปอีก ๕
กิโลเมตร ผ่านโรงเรียนบ้านไทยสามัคคี
เป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร เรื่องการผลิตผักปลอดสารพิษ
และเป็นแหล่งปลูกผักสลัด ทั้งสลัดใบเขียว ใบแดง สลัดแก้ว
สลัดใบแดงหยิกฝอย ฯลฯ สนใจติดต่อ นายไกร ชมน้อย โทร. ๐ ๑๒๗๔ ๖๙๖๑
สวนผลไม้ปลอดสารพิษบ้านศาลเจ้าพ่อ
อยู่ที่ ๒๖๘ หมู่ที่ ๑ บ้านศาลเจ้าพ่อ ตำบลวังน้ำเขียว
เลี้ยวขวาตรงศาลเจ้าพ่อหลวงราช (ทางขึ้นเขาแผงม้า) เข้าไปประมาณ ๑
กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าบ้านศาลเจ้าพ่อ คลองสอง อีกประมาณ
๕๐๐ เมตร มีพื้นที่ ๔๐ ไร่
ปลูกผลไม้ในลักษณะผสมผสานกันจำนวนมากกว่า ๔๐ ชนิด เช่น เงาะ มังคุด
ลองกอง ลำไย ลิ้นจี่ ฯลฯ
โดยไม่ใช้สารเคมีแต่ใช้วิธีคิดค้นหาสูตรจากพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น
ทำให้ลดต้นทุนการผลิตไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
สวนหน้าวัวคุณสุชาดา
อยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๑๖ หมู่ที่ ๔ บ้านเขาแผงม้า จากทางแยกขวามือ
ตรงศาลเจ้าพ่อหลวงราช ประมาณ ๔ กิโลเมตร
เลี้ยวขวาเข้าทางวัดเขาแผงม้า เป็นทางลูกรังอีก ๑ กิโลเมตร
ปลูกหน้าวัวหลากหลายสายพันธุ์จากประเทศฮอลแลนด์ ทั้งดอกสีแดง สีขาว
สีเขียว สีม่วง สีเขียวอ่อน สีเขียวมรกต เป็นต้น
สนใจเข้าชมติดต่อล่วงหน้าที่ คุณสุชาดา หล่อสกุลสินธ์ โทร. ๐ ๑๖๕๒
๕๔๐๔, ๐ ๑๘๒๓ ๙๔๓๒
|