|
ประวัติวัดหนัง
ราชวรวิหาร
วัดหนังเป็นอารามหลวงชั้นตรีชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ ณ
ฝั่งขวาหรือนัยหนึ่ง ฝั่งเหนือคลองด่าน แขวงบางค้อ เขตจอมทอง
กรุงเทพมหานคร เลขประจำวัด ๒๐๐ เดิมเป็นวัดราษฎร์ มีสืบมาแต่โบราณ
มีนามว่าวัดหนังมาแต่เดิม แม้ได้สถาปนาเป็นพระอารามหลวงแล้ว
ก็มิได้พระราชทานนามใหม่ ประมาณว่า ได้ตั้งขึ้น
ในสมัยพระนครศรีอยุธยา เป็นราชธานี กำหนดอย่างต่ำน่าจะเป็น
ในราชกาลสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ที่ ๙ (พระเจ้าท้ายสระ) มิฉะนั้น
ต้องสูงขึ้นไปกว่านั้น ข้อนี้มีเลข
พุทธศักราชจารึกที่ระฆังเป็นสำคัญ ระฆังใบนี้เป็นของเก่ามีมาก่อน
แต่วัดได้สถาปนาเป็นอารามหลวง ตามจารึกปรากฏว่า สร้างแต่ พ.ศ. ๒๒๖๐
พระมหาพุทธรักขิตกับหมื่นเพ็ชร์พิจิตรเป็นหัวหน้า
พร้อมด้วยภิกษุสามเณรทายกทายิกา
ตลอดจนมีตาเถรเข้ามาเป็นสมาชิกแห่งสมาคมสร้างระฆังนี้ด้วย
คลองด่านในอดีต
ถือว่าเป็นคลองที่มีความสำคัญยิ่งต่อจังหวัดธนบุรี
เพราะเป็นต้นคลองมหาชัย เชื่อมทางคมนาคมระหว่างจังหวัดต่าง ๆ
ในลุ่มน้ำท่าจีนและในลุ่มน้ำแม่กลองกับจังหวัด
ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองนี้
เดิมนั้นลำคลองคงกว้างกว่าในบัดนี้ เรือขนาดใหญ่สัญจรไปมาได้สะดวก
สมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ที่ ๙ (พระเจ้าท้ายสระ) เสด็จประพาส ท้องทะเล
ก็เสด็จผ่านทางคลองด่านหลายครั้ง ตามชายฝั่งคลองปรากฏว่า
มีวัดตั้งอยู่เรียงราย ไม่ขาดระยะ
บางวัดเคยได้รับราชูปการจากราชสำนักก็มี
เช่นวัดไทรตรงข้ามปากคลองบางมด สมเด็จพระสรรเพ็ชญที่ ๘
(พระเจ้าเสือ) โปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระตำหนักเดิม
ทำนองเป็นที่ประทับแต่ครั้งยังเป็นนายเดื่อหรือหลวงสรศักดิ์มาปลูกเป็นหอไตรไว้
นี้แสดงว่าคลองด่าน มีวัดมากมาแต่สมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี
และวัดหนังนี้ได้สถาปนาขึ้น เป็นเป็นพระอารามหลวง ในรัชกาลที่ ๓
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวัดมีสีมาชนิดพัทธสีมา ผูกเฉพาะพระอุโบสถ
วัดนี้เป็นวัดโบราณ ร้างมานาน ๒๐๐
ปีเศษ จึงไม่ทราบว่าเดิมใครเป็นผู้สร้าง กล่าวเฉพาะ
ยุคเป็นพระอารามหลวงนี้ สมเด็จพระศรีสุลาลัย พระบรมราชชนนี
ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาใหม่ทั้งพระอาราม
มูลเหตุที่ทรงสถาปนาวัดหนังเป็นพระอารามหลวง น่าจักเนื่องด้วย
ราชินิกูลสายท่านเพ็ง พระชนนีสมเด็จพระศรีสุลาลัย
เป็นชาวสวนวัดหนัง มีนิวาสสถานอยู่ในถิ่นนั้น
คำเล่าของหม่อมเจ้าพร้อม ลดาวัลย์ ว่าอยู่ที่บางหว้า
ในการเรียบเรียงประวัดหนังนี้
มีเรื่องน่าเสียดายอยู่หลายประการ เป็นต้นว่าสถาปนาวัดเมื่อไร
ไม่มีวันเดือนปีปรากฏ พระประธานในพระอุโบสถเป็นของสร้างสมัยสุโขทัย
แต่ที่มาไม่ปรากฏชัด
เพราะสมุดรายงานหมายสั่งการประจำวันซึ่งบันทึกเหตุการณ์ประจำแต่ละวัน
มีผู้ทำสูญเสียไป
นอกจากทำให้สูญเสียเหตุการณ์เป็นเครื่องเชิดชูพระเกียรติสมเด็จพระศรีสุลาลัยแล้ว
ยังทำให้ประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ ๓ สูญเสียไปด้วยมิใช่น้อย
วัดหนังเริ่มสถาปนาเป็นพระอารามหลวงเมื่อไร
อนุมานตามเหตุการณ์
พอจะได้เค้าเงื่อนบ้างดังนี้
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ
พ.ศ. ๒๓๖๗ ระยะกาลตอนนี้นับว่าสมเด็จพระศรีสุลาลัย บรรลุถึงภาวะเป็นอัฉริยนารี
ผู้สูงศักดิ์อย่างสูงสุดในพระชนม์ชีพ เป็นกาลระยะหนึ่ง
ซึ่งพระองค์ควรจะพึงคำนึงถึง การทรงทำกรณีอะไรสักอย่างหนึ่ง
อันเป็นเครื่องเชิดชูพระเกียรติ ทั้งส่วนพระองค์ทั้งส่วนราชินิกูล
ให้ปรากฏอยู่ชั่วกาลนาน เรื่องที่นิยมมากที่สุดในยุคนั้น
ไม่มีอะไรอื่นดีกว่าการสร้างวัด สมเด็จพระศรีสุลาลัยสวรรคตวันที่
๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๘๐ ปรากฏว่า
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ทำการฉลองวัดหนัง ณ วันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๘๐ นั่นเอง
การเริ่มสถาปนาคงอยู่ในระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๗ ถึง พ.ศ. ๒๓๗๘
การสถาปนาวัดหนังคงจะอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์
แต่ไม่ทราบว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ใครบ้างเป็นผู้ดูแลการก่อสร้าง แต่มีปรากฏในพงศาวดารภาคที่ ๓๓
บุพภาคพระธรรมเทศนาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า
กรมหมื่นพิทักษ์ทรงเป็นนายด่านทำการจนแล้วสำเร็จ
ปูชณียสถานเสนาสนะต่าง ๆ
ในยุคที่ยังเป็นวัดราษฎร์ เดิมทำอย่างไรและมีอะไรเท่าไรไม่ทราบ
ในยุคสถาปนาพระอารามหลวงนี้
สิ่งก่อสร้างในเขตสถาปนาเป็นของทำใหม่ทั้งสิ้น
สิ่งที่มิได้ทรงสร้างมีปรากฏเพียงพระประธานในพระอุโบสถ
พระพุทธรูปศิลา ๒-๓ องค์ ในพระวิหารตอนหลัง กับระฆังอีก ๑ ระฆัง
แผนที่วัดหนังราชวรวิหาร
กรุงเทพฯ

|
การเดินทาง: |
|
รถเมล์สายที่ผ่าน 111 , 43 , 10 |
|
สอบถามข้อมูลการเดินทางได้ที่ สำนักงานกลางวัดหนัง โทร.
0-2875-4405
|
หลวงปู่เอี่ยม สุวัณณสโร วัดหนังราชวรวิหาร
กรุงเทพฯ
ข้อมูลประวัติ
เกิด
วันศุกร์ที่ 5
ตุลาคม 2375
เป็นบุตรของ นายทอง แม่อู๋ ทองอู๋
บรรพชา อายุ
19
ปี
อุปสมบท อายุ
22
ปี ณ พัทธสีมาวัดโอรสาราม
มรณภาพ วันที่
29
เมษายน 2469
ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 15
ค่ำ เดือน 6
ปีขาล
รวมสิริอายุ
94
ปี 72
พรรษา
พระภาวนาโกศลเถระ
เดิมชื่อเอี่ยม เป็นชาวบางขุนเทียนโดยกำเนิด
บ้านอยู่ริมคลองบางหว้า หลังวัดหนัง กำเนิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๑
ขึ้น ๘ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๔๙ ปีมะโรง จัตวาศก ตรงกับวันที่ ๒ ตุลาคม
พ.ศ. ๒๓๗๕ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่
๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และมีนามสกุลว่า ทองอู๋
ชาวบ้านบางขุนเทียนเรียกกันว่า หลวงพ่อปู่เฒ่า ส่วนบุคคลทั่วๆ ไป
และนักสะสมพระเครื่องทั้งหลาย เรียกว่า หลวงพ่อวัดหนัง
โยมบิดามารดามีชื่อว่า นายทอง และนางอู่ ซึ่งเป็นต้นตระกูล ทองอู๋
ในขณะนี้ โยมทั้งสองท่าน ประกอบอาชีพเป็นชาวสวนและมีฐานะมั่นคง
เมื่อได้มีการตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖
บุคคลชั้นหลังของตระกูลนี้ขอใช้นามสกุลว่า ทองอู่
อันเป็นนามรวมของโยมทั้ง ๒ แต่ต่อมาไม่นานนัก
ก็ได้มีเจ้านายพระองค์หนึ่ง
ทักท้วงว่าไปพ้องกับพระนามของเจ้าต่างกรมพระองค์เข้า
จึงต้องเปลี่ยนมาเป็น ทองอู๋ สืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้
เครือญาติพี่น้องร่วมท้องเดียวกับพระภาวนาโกศลเถระ มีอยู่ด้วยกัน ๓
คนคือ โยมพี่สาวชื่อ นางเปี่ยม ทองอู๋
เป็นผู้รักษาศีลอุโบสถและไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว
ดังนั้นเมื่อสิ้นโยมบิดามารดาแล้ว
จึงมาฝากไว้ในความอุปการะของนายทรัพย์ ทองอู๋ บิดาของนายพูน
ทองพูนกิจ ผู้เป็นบุตรผู้พี่ของพระภาวนาโกศลเถระ คือนายเอม ทองอู๋
การศึกษาอักขร สมัยเมื่อพระภาวนาโกศลเถระ ยังเด็กอายุ ๙ ปี โยมทั้ง
๒ ของท่านได้นำมาฝาก เรียนหนังสือ ในสำนักพระครูธรรมถิดาญาณ
หรือหลวงปู่รอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหนัง ราชวรวิหาร ในปี พ.ศ. ๒๓๘๗
ในสมัยต่อมา ได้เป็นพระอาจารย์ วิทยาคม ของพระภาวนาโกศลเถระ
(เอี่ยม) การศึกษาพระบาลีปริยัติธรรม เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี
ท่านได้ศึกษาพระบาลีปริยัติธรรม ในสำนักพระมหายิ้ม
วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อจากนั้น ได้ไปอยู่ในสำนัก พระปิฎกโกศล (ฉิม)
วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ)
ต่อมาท่านได้กลับมาบรรพชาเป็นสามเณร
และศึกษาพระปริยัติธรรมต่อที่วัดหนัง ราชวรวิหาร สำนักเดิม ของท่าน
อีกวาระหนึ่ง การศึกษาในระยะนี้ ดำเนินมาหลายปี
ติดต่อกันจนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๓๙๔ เมื่อท่าน อายุได้ ๑๙ ปี
จึงได้เข้าสอบ แปลพระปริยัติธรรมสนามหลวง ซึ่งสมัยนั้น
ต้องเข้าสอบแปลปากเปล่า ต่อหน้าพระพักตร์ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
กลับไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพอยู่ระยะหนึ่ง
แต่น่าเสียดายที่ท่านสอบพลาดไป เลยลาสิกขาบท
อาจจะเป็นด้วยบุญกุศลที่จะต้องเป็นสมณะเพศเพื่อพระศาสนา
เพื่อการฟื้นฟูปฏิสังขรณ์สังฆาวาส เสนาสนะ แห่งวัดนี้
ให้ฟื้นฟูคืนจากสภาพอันเสื่อมโทรมขึ้นสู่ยุคอันรุ่งเรืองสูงสุด
ในกาลสมัยต่อมา หรือเพื่อความเป็น พระเกจิอาจารย์
ชั้นเยี่ยมแห่งองค์พระกษัตราธิราชเจ้า และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร
ของบรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ท่านจึง
หันกลับเข้ามาสู่ร่มเงาแห่งกาสาวพัสตร์อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อได้จากไปเพียง ๓ ปีเท่านั้น ในปี พ.ศ. ๒๓๙๗ เมื่ออายุได้ ๒๒
ปี ท่านได้เข้ามาอุปสมบท ตามขนบจารีตอันดั้งเดิมของชาวไทย
เพื่อสืบต่อพระบวรพุทธศาสนา และเพื่อแสดง กตเวทิตธรรม
แด่โยมผู้บุพการีทั้งสอง ซึ่งได้ทำการอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดราชโอรสาราม
(วัดจอมทอง)
อ.บางขุนเทียน จ.ธนบุรี (เขตจอมทอง กรุงเทพฯในปัจจุบัน)
อ่านประวัติ
หลวงปู่เอี่ยม สุวัณณสโร ได้ที่
http://watnang.com/luangphu/luangphu.html
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
วัตถุมงคลของท่าน ไม่ว่าจะเป็น
เหรียญ พระปิดตาเนื้อโลหะเนื้อผง พระปิดตายันต์ยุ่ง พระชัยวัฒน์
เครื่องรางของขลัง ล้วนได้รับความนิยมสูงมาก
และเป็นหนึ่งในพระเบญจภาคีของพระชนิดนั้น ๆ
พร้อมทั้งยังมีวัตถุมงคลอื่น ๆ อีก เช่น หมากทุย
เหรียญหลวงปู่เอี่ยม ปี
2467
เพื่อสมนาคุณแก่ผู้ร่วมบริจาคทรัพย์บูรณะศาลาการเปรียญ
ด้านหลังมีทั้ง หลังยันต์ห้า และหลังยันต์สี่
ซึ่งเหรียญหลังยันต์สี่นั้น มีทั้งพิมพ์
3
จุด และพิมพ์ 4
จุด เป็นเนื้อเงิน และเนื้อทองแดง ส่วนเหรียญยันต์ห้า
จะเป็นเหรียญเนื้อสัมฤทธิ์
นอกจากนั้นยังปรากฏเหรียญลักษณะพิเศษเป็นแบบเหรียญฉลุอีกจำนวนหนึ่ง
มีทั้งเนื้อเงิน และเนื้อทองคำ
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง เมตตามหานิยม
ท่องเที่ยววัดในกรุงเทพและสถานที่น่าสนใจ
|