|
อาจารย์เฮง ไพรวัลย์

วัดสะแก
วัดสะแก ตั้งอยู่เลขที่ 29
หมู่ที่ 7 ตำบลธนู อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดสงฆ์
ฝ่ายมหานิกาย เดิมมีเนื้อที่ 13 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา ต่อมาปี
พ.ศ. 2522 หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ได้มอบเงินให้ผู้ใหญ่เชิด
หัสถีรักษ์ ซื้อที่นาของนางมา ตรีวิทย์ กับนายสังเวียน พงษ์ดนตรี
เพิ่มอีกประมาณ 2 ไร่ และถมที่ด้านทิศตะวันออกของวัด
ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์และเป็นที่สาธารณะอีกประมาณ 1 ไร่
โดยมีรายละเอียดดังนี้
วัดสะแก
เป็นวัดเก่าแก่ เดิมทีเดียวตั้งอยู่ที่วัดคลังทอง ( วัดโกโรโกโส
ในปัจจุบัน ) ตำบลข้าวเม่า
สร้างเป็นวัดขึ้นในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา
และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณ พ.ศ. 2525
ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนพม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา
และตีกรุงศรีอยุธยาแตก เผาวัดวาอาราม ไล่ฆ่าคนไทยตายเป็นจำนวนมาก
และขนเอาทรัพย์สินของคนไทยซึ่งนำไปฝังไว้ที่วัดคลังทองเป็นจำนวนมาก
พระยาตากสินต่อสู้กับพม่าและตีทหารพม่าถอยทัพไป
บังเอิญตรงนั้นมีคลองเล็กๆ อยู่ จึงตั้งชื่อคลองนั้นว่า คลองชนะ
และพาทหารเดินทางต่อไปสว่างที่อุทัย จึงตั้งชื่อว่า บ้านอุทัย
มาถึงทุกวันนี้
สันนิษฐานว่า
วัดสะแกอาจจะสร้างมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ก็ได้
โดยย้ายจากวัดคลังทองข้ามฝั่งมาตำบลธนู เหตุที่ย้ายจากวัดคลังทอง
เพราะเมื่อถึงหน้าน้ำ น้ำจะท่วมทุกปี
เนื่องจากไม่มีเขื่อนกั้นเหมือนสมัยปัจจุบัน
และสถานที่จะสร้างวัดสะแกในปัจจุบัน ก็เป็นที่เนินสูง
มีต้นไม้นานาชนิด เช่น ต้นตะเคียน มะขวิด จัน เป็นต้น
หลังศาลาใหญ่มีสระน้ำ ขอบสระน้ำเต็มไปด้วยต้นสะแก งิ้ว มะม่วง คาง
สะเดา แสมสาร ตะเคียน ส่วนสระน้ำนั้นคงขุดดินมาถม
เพื่อจะสร้างอุโบสถหลังเก่า
กลางลานวัดมีต้นตะเคียนใหญ่ขนาดสองคนโอบไม่รอบและมีต้นตาลสูงตระหง่านกลางต้นตะเคียน
ต่อมามีเรือขุด ชื่อ เรือหลวงจบกระบวนยุทธ ได้มาทำการขุดลอกคลอง
ทางวัดได้ให้พ่นดินกลบสระน้ำจนเต็มและเอาต้นไม้ออก
คณะศิษย์ได้ขอพื้นดินนาของหลานสาวหลวงพ่อใหญ่ ( พระโบราณคณิสสร )
มาถมจนเต็มลานวัด และซื้อดินลูกรังมาถมจนมีเนื้อที่กว้างขึ้น
เว้นต้นโพธิ์ใหญ่ 1 ต้น ที่ไม่โค่น ด้านตะวันออกมีแต่ป่าไม้ กอไผ่
และต้นสะแก เต็มไปหมด ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว
วัดสะแก
ได้รับการพัฒนาปรับปรุงและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับมาโดยลำดับ
เพราะมีท่านคณาจารย์ที่มีความสามารถหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หลวงปู่ใหญ่ ติณณสุวัณโณ ท่านมีความสามารถในการปกครองและการบริหาร
จะเห็นได้ว่า ในช่วงที่ท่านปกครองวัดสะแกในฐานะเจ้าอาวาส
ในระหว่างปี พ.ศ. 2481 - 2525 นั้น
ท่านได้พัฒนาปรับปรุงซ่อมแซมและดำเนินการก่อสร้าง อาคารศาสนสถานต่าง
ๆ ของวัดไว้อย่างมากมาย
อีกทั้งท่านเป็นผู้ดำริให้มีการจัดสร้างวัตถุมงคลของวัดสะแกอย่างเป็นทางการในปี
พ.ศ. 2493 โดยท่านได้มอบหมายให้ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
เป็นผู้ดำเนินการ
ซึ่งในปีดังกล่าววัดสะแกได้จัดสร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลเนื้อผงพุทธคุณและเนื้อดินเผามากมายหลายแบบพิมพ์
ส่วนหลวงปู่ศรี ( สีห์ ) พินทสุวัณโณ นั้น
ท่านเป็นคณาจารย์เป็นที่ยอมรับกันในด้านพุทธคุณ หมอยารักษาโรค
หมอดู เป็นที่ยอมรับของบรรดาลูกศิษย์อย่างมากมาย
ด้านวัตถุมงคลที่ท่านสร้างขึ้นนั้น
บรรดาลูกศิษย์ได้ประจักษ์และยอมรับถึงพุทธานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์
และหลวงปู่ดู่ ได้มีโอกาสร่วมกับหลวงปู่ศรี
จัดสร้างวัตถุมงคลของวัดสะแกหลายวาระ อีกทั้งหลวงปู่ดู่
ยังได้นำแบบพิมพ์พระ โดยเฉพาะพิมพ์รูปพระพรหมแบบต่าง ๆ
ของหลวงปู่ศรี มาจัดสร้างเป็นวัตถุมลคลของท่านไว้มากมายเช่นกัน
จะเห็นว่า คณาจารย์ทั้งสองท่าน
มีความสำคัญต่อวัดสะแกและมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อ หลวงปู่ดู่
พรหมปัญโญ ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้น
ติดต่อวัดสะแก
29 หมู่ 7 ตำบลธนู อำเภออุทัย
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13210
Watsakae A.Uthai
Phranakhon Si Ayutthaya
13210
Thailand
pairat.rat@gmail.com
http://www.wadsakae.com
รถยนต์ส่วนตัว :
การเดินทางยึดสายเอเซีย กรุงเทพ - นครสวรรค์
ผ่านบางปะอิน ผ่านแยกไปสุพรรณบุรี บิ๊กซีอยุธยา ตรงนี้ให้ชะลอช้า ๆ
ผ่านศูนย์ราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โลตัสอยุธยา
ลอดใต้สะพานลอยคนเดินข้ามโลตัส เลี้ยวซ้ายเข้าอยุธยา
แต่ไม่เข้าให้ตรงไปป้ายเขียนวังน้อย ลอดใต้สะพานข้ามสายเอเซียแต่ไม่เลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานลอยไปวังน้อย
ให้เบนขวามือเข้าทางหลักสายเอเซีย
เลยไปเล็กน้อยให้เบนซ้ายเข้าถนนคู่ขนานนอกสุดซ้ายมือ
แล้วตรงไปจะเจอโดมของโรงแรมไทยไทพาเลซ
ชะลอรถจะมาถึงทางยูเทินใต้สะพานข้างหน้า
(มีทางแยกซ้ายเข้าเมืองอยุธยาด้วย) ให้เบนซ้ายมือเล็กน้อย
(ไม่ใช่เลี้ยวซ้าย) เพื่อตรงไปลอดใต้สะพานเพื่อยูเทิน
โปรดขับด้วยความระวังทางแคบมีรถสวน ยูเทินกลับมาแล้วเลี้ยวซ้าย
ขับไปตามถนนเรื่อย ๆ ไปวัดสะแกจะอยู่ซ้ายมือ
อาจจะเลยได้สังเกตทางเข้าจะมีป้อมตำรวจอยู่ซ้ายมือ
(ดูแผนที่ประกอบ)
เดินทางโดยรถประจำทาง :
นั่งรถตู้อนุสารีย์ชัยสมรภูมิ - อยุธยา (นิยมรถตู้ท่า บ. ค่ารถ 60
บาท) หรือรถโดยสารปรับอากาศชั้นหนึ่ง ชั้นสอง ที่สถานีขนส่งหมอชิต
2 สายเหนือ กรุงเทพ ฯ - อยุธยา ลงโลตัสอยุธยา แล้วต่อมอเตอร์ไซต์รับจ้างมาวัดสะแก
หรือ เลี้ยวซ้ายเข้าอยุธยา ลงตรงสี่แยกวัดพระญาติการาม
(หลวงพ่อกลั่น) ข้ามฝั้งมานั่งรถสองแถวไปวัดสะแก หรือ
เข้าไปในเกาะเมืองขึ้นรถหน้าตลาดเจ้าพรหม มีรถสองแถวมาวัดสะแก
(ดูแผนที่ประกอบ)
ถ้ามาทางทิศเหนือ :
สายเอเซียเข้ากรุงเทพ ฯ
เริ่มบางปะหัน นครหลวง โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช
ลงสะพานข้ามทางรถไฟมาให้แยกซ้ายมือออกทางคู่ขนาน ผ่านโรงพยาบาทพีรเวช
ปั๊ม ปตท. ตลาดกลาง (กุ้งเผาอร่อย ถูกๆ )
ชะลอรถข้ามสะพานปูนแล้วจะมีทางเลี้ยวซ้ายตรงโรงแรมทิพย์วิมาน
(สังเกตทางขวาจะมีโดมโรงแรมไทยไทพาเลซ) มาเรื่อย ๆ ก็จะถึงวัดสะแก
(คลิกที่ภาพเพื่อดูแผนที่ขยายใหญ่) ท้ายสุดถ้าไปไม่ถูกจริง ๆ
ทิ้งเบอร์ไว้ที่กระดานสนทนา เดี๋ยวจะมีศิษย์หลวงปู่ โทรไปบอกทางเอง

ข้อมูลประวัติ
เกิด ปี
2428
อุปสมบท ครั้งแรก ณ วัดสุวรรณคาราราม
พระนครศรีอยุธยา ได้ศึกษาตำรับตำราวิชาโบราณต่าง ๆ
จากวัดประดู่โรงธรรม ซึ่งเป็นวัดที่เก็บรวบรวมตำรับตำราต่าง ๆ
เอาไว้มากมาย อันเป็นแม่บทของตำราที่ว่าด้วยเวทย์มนต์คาถา
และอักขระเลขยันต์เฉพาะอย่างยิ่ง ท่านได้เรียนรู้ตาม คัมภีร์รัตนมาลา
อย่างแตกฉาน และเจนจบ ภายหลังท่านได้ลาสิกขาบท
และกลับมาอุปสมบทอีกครั้ง ณ วัดพระญาติการาม โดยมีหลวงพ่อกลั่น
ธัมมโชติ เป็นพระอุปัชฌาย์
ได้ศึกษาสรรวิชาหลายแขนงจากหลวงพ่อกลั่น และได้ลาสิกขาบทอีกครั้ง
เป็นฆาราวาสจนกระทั่งถึงแก่ชีวิต
เสียชีวิต ปี
2502
รวมสิริอายุ
75
ปี
ประวัติ "อาจารย์เฮง ไพร์วัล" จากจารึกที่เก็บกระดูกอาจารย์เฮง ณ วัดสะแก จ.พระนครศรีอยุธยา เขียนไว้ว่า "เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ตายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ สิริอายุ ๗๕ ปี"
พื้นเพท่านเป็นคนบ้านหันตรา จ.พระนครศรีอยุธยา บิดาท่านเป็น นายตำรวจ หรือผู้ตรวจการณ์คุก โดยบิดาส่งไปเรียนที่ปีนัง สิงคโปร์ แต่เรียนไม่สำเร็จ ท่านเป็นคนชอบเรียนวิชาไสยศาสตร์ ได้ท่องเที่ยวเล่าเรียนมาแต่ทางภาคใต้ ท่านอาจารย์เฮงเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับ พระยาเพชรปรีชา มีเพื่อนฝูงเป็นเจ้าพระยาหลายคน
เมื่อท่านเดินทางกลับมายังภูมิลำเนา คือ จ.พระนครศรีอยุธยา คราวเมื่อท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านให้ความสนใจศึกษาตำรับตำราทางไสยศาสตร์ อันว่าด้วยเวทมนตร์คาถา อักขระเลขยันต์ จากจารึกวัดประดู่โรงธรรมอย่างแตกฉาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสมัย สมเด็จพระพันรัต วัดป่าแก้ว หรือใน รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. ๒๑๓๓-๒๑๔๘) นั้น รวบรวมสรรพวิทยาไสยศาสตร์ โดยจารึกไว้ที่ วัดประดู่โรงธรรม นี้อย่างพร้อมสรรพ
ตำรับวัดประดู่โรงธรรม เป็นแม่บทของตำราที่ว่าด้วย เวทมนตร์คาถาและอักขระเลขยันต์ ที่มีปรากฏและเล่าเรียนสืบต่อมาตราบเท่าทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอาจารย์เฮงนั้น ท่านเรียนรู้ตาม คำภีร์รัตนมาลา อย่างแตกฉาน และเจนจบมาก
หลังจากที่ ท่านอาจารย์เฮง สึกจากการอุปสมบทแล้ว ท่านกลับมาครองเพศฆราวาส เริ่มปรากฏชื่อเสียงเกียรติคุณกระเดื่องดัง ทางเป็นพระอาจารย์ของท่าน เริ่มต้นด้วยการเป็น อาจารย์สัก ก่อน
หลวงปู่สี เล่าว่า ครั้งกบฏบวรเดช ในสมัยรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๗๖) มีนายทหารและข้าราชการมาให้ท่านสักเป็นจำนวนมาก และจากการที่ท่านอาจารย์เฮง ตั้งพิธีสักที่วัดหันตรานั่นเอง
ครั้งนั้น ท่านอาจารย์เฮง จำเป็นต้องอาราธนาพระสงฆ์มาสวดพุทธมนต์ในพิธีสักนั้นด้วย ในสมัยนั้น (พ.ศ. ๒๔๗๖) ในท้องที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หาพระที่สวดพุทธมนต์และพุทธาภิเษกพิธียากมาก ยกเว้น ท่านอาจารย์สี วัดสะแกเท่านั้น เพราะท่านอาจารย์สีเคยลงมาศึกษาอยู่ที่สำนักวัดเลียบ จ.พระนครศรีอยุธยา และมีความเจนจบในเรื่องนี้อยู่
สืบต่อมาเมื่อท่านอาจารย์เฮง จะประกอบพิธีกรรมครั้งใด จำต้องมาอาราธนาท่านอาจารย์สีไปร่วมพิธีทางฝ่ายสงฆ์อยู่เสมอ
โดยพื้นฐานและฐานะของท่านอาจารย์เฮงนั้น จัดว่าเป็นผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง ท่านมีบ้านเป็นหลักแหล่งอยู่ที่ทุ่งหันตรา มีไร่นา และมีบ้านอีกหลังหนึ่งอยู่ที่วังน้อย เมื่อท่านมีลูกศิษย์ลูกหาทางกรุงเทพฯ มากขึ้น เพื่อความสะดวกในการประสิทธิ์ประสาทความรู้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหา จึงเชิญท่านมาเช่าบ้านอยู่ที่สวนมะลิ และย้ายมาอยู่ที่ห้องแถวหน้าสมาคม วาย.เอ็ม.ซี.เอ วรจักร จนกระทั่งสงครามมหาเอเชียระเบิด ท่านจึงอพยพขึ้นไปอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ดังเดิม
*** ตอนสมัยที่ท่านเข้ามาพระนครนั้น เป็นสมัยยุคนักเลง และ อั้งยี่เฟื่องฟู... พวกที่คอยขย้ำกันอยู่ในเมืองกรุงก็มี เก้ายอด หลวงพ่อหรุ่น , พวกยันต์แดง อ.เฮง , สามล้อถีบวัดสามจีน และ พวกลูกศิษย์สาย หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา พ่อแก้ว คำวิบูลย์
สมัยนั้น อ.เฮง จอดเรืออยู่หน้าวัด เชิงเลน (วัดบพิธภิมุข)... สักกันจนตำรวจต้องไปขอร้องให้เลิกสัก..เพราะลูกศิษย์ลูกหาไปเป็นโจรกันเยอะเหลือเกิน ปราบก็ยาก เนื่องจากคงกระพันนั้นเป็นเลิศทีเดียว...
อ.เฮง ท่านเป็นเลิศในหลายๆด้าน ทั้งไสย ทั้งศิลป์ และท่านยังเป็นเพื่อนซี๊ปึก กับ ครูเหม เวชกร... ครั้งนึง ครูเหม ออกปากว่า.. "..หน้าพรหม ไม่มีใครเขียนให้เห็นได้ทั้งสี่หน้า ที่ อ.เฮงคนเดียว ที่เขียนได้.."
ท่านสร้างวัตถุมงคลไว้มากครับ แต่ขอยกตัวอย่างชิ้นนึงคือเหรียญพรหม4 หน้า อ.เฮง มีหลายรูปแบบ ทั้ง หน้าโล่ห์ ทรงกลม ข้าวหลามตัด... เป็นที่นิยมมานาน ของแท้นั้นหาดูไม่ง่ายนัก...แต่นับวันยิ่งจะสูญหาย และหาคนเป็นได้น้อยลง ...ที่จะว่ากันวันนี้ ก็จะเป็นเหรียญนิยมที่เรียกว่าเหรียญโล่ห์ และรูปนำมาให้ชมกันวันนี้ เป็น "เหรียญโล่ห์เงิน หน้าทอง" ... โดยองค์พรหมจะเป็นทองคำ ยึดติดกับพื้นเหรียญด้วยวิธีตอกตาไก่ และจะมีรอยจารทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่สำคัญที่ด้านหลัง กึ่งกลางเหรียญจะลงไว้ด้วยยันต์ "จักรเพชร" หรือ "ยันต์ภา" นั่นเอง โดยการผูกยันต์ภาต่อกันเป็นรูปวงกลม โดยรอบจะมี ตารางตรนิสิงเห . เม อะ มะ อุ , นะ ทรงธรณี รวมทั้งยันต์ห้าด้วย...ลงจารไว้อย่างสวยงามทีเดียว
เหรียญพรหม ของท่าน อ.เฮงนั้น หลายท่านเคยตั้งข้อกังขาว่า พิธีจะครบหรือไม่...ยืนยันครับว่า ครบ ท่าน อาจารย์ผูกพิธีทั้งพุทธ และ พาร์ม อย่างครบถ้วน โดยทางพิธีพุทธนั้น มีหลวงปู่สี วัดสะแก เป็นประธานทุกครั้ง
เครื่องรางชุด "พระมหาพรหมธาดา" นี้ มีดีทุกอย่าง อาราธนาอธิษฐานเอาได้เลย ใช้ได้ทางเมตตา และป้องกันตังแบบครอบจักรวาล เป็นมหาอุด คงกระพัน มีเรื่องเหตุเพทภัย ให้อาราธนาดังนี้ "โอม จัตุรพักตรพรหมา นะมามิหัง" แล้วจะรอดปลอดภัยทุกประการ ด้วยจิตที่ยึดมั่น ใจมั่น
|
|
|
วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม
วัตถุมงคลที่ท่านได้สร้างเอาไว้
คือ เครื่องรางของขลังชนิดต่าง ๆ ทั้งคชสีห์ เขี้ยวเสือแกะ
ตะกรุด ท้าวเวชสุวรรณ นางกวัก ประคำ ปลัดขิก พระสิวลี
เหรียญพรหมสี่หน้า และอื่น ๆ อีกมากมายหลายชนิด
พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา
พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง
อยู่ยงคงกระพันชาตรี
สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ
|